Tuesday, March 22, 2011

ซื้อหุ้นให้เหมือนซื้อที่

ในโลกทุนนิยม เครื่องมือในการลงทุนสำหรับคนที่มีเงินเหลือจากการออมนั้นมีมากมายหลากหลาย แต่ละอย่างก็มีวิธีการและเทคนิคในการลงทุนที่แตกต่างกันไป นักลงทุนแต่ละคนก็ย่อมมีความถนัดในการลงทุนในเครื่องมือแต่ละแบบไม่เหมือนกัน และนี่เองเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า "การลงทุน"

บางคนอาจชอบที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน หรือ คอนโดมิเนียม โดยคาดหวังว่าจะได้กำไรจากราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆในอนาคต แถมถ้าอสังหาริมทรัพย์ที่นักลงทุนเป็นเจ้าของนั้นตั้งอยู่ในทำเลที่ดี ก็อาจจะได้รับผลตอบแทนที่เป็นค่าเช่าได้อีกด้วย เช่น การซื้อคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองและให้นักธุรกิจชาวต่างชาติเช่าอยู่อาศัย เป็นต้น 

เท่าที่ผมสังเกตดูแล้วนั้น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยจะได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มนักลงทุนที่มีอายุมากหน่อย อาจจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 45-50 ปีขึ้นไป และมีเงินเหลือจากการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจมาก่อน เรามักจะเคยได้ยินนักลงทุนกลุ่มนี้พูดกันว่า "มีเงินเย็นก็ซื้อที่เก็บไว้" กันอยู่บ่อยๆ ซึ่งเหตุผลหลักๆที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ชอบลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็เนื่องมาจากความรู้สึกที่ว่า "ที่ดินมันไม่เน่าไม่เสีย แถมราคาก็ค่อยๆสูงขึ้นเรื่อยๆ มันดูไม่ค่อยเสี่ยงดี"

การลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มนักลงทุนกลุ่มนี้ จะเป็นการลงทุนในระยะยาว ถึงยาวมาก สะท้อนจากคำพูดที่ว่า "ซื้อที่เก็บไว้" บางคนอาจซื้อที่ดินเก็บไว้เป็นเวลา 10-20 ปีแล้วก็ยังไม่ขายก็มี อาจมีเข้ามาเสนอซื้อที่ดินบ้างแต่ก็จะเกิดขึ้นนานๆครั้ง บางปีอาจไม่มีใครมาขอซื้อที่ดินนี้เลยก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้เจ้าของที่ดินบางคนอาจไม่รู้เลยว่าที่ดินของตัวเองในปัจจุบันมีราคาเท่าไหร่แล้ว และเวลามีใครมาขอซื้อที่ดินซักครั้งนึง นักลงทุนกลุ่มนี้ก็มักจะคิดว่าตนเองไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอะไร แถมไม่ได้ต้องการเงินก้อนไปลงทุนอะไรใหม่ๆในช่วงนี้ จึงตัดสินใจไม่ขายดีกว่า เพราะเชื่อว่าถ้าเก็บไว้นานกว่านี้ ราคาที่ดินก็จะสูงกว่านี้อีกเป็นแน่

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคารพาณิชย์ หรือ คอนโดมิเนียมเหล่านี้ก็มีอยู่เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยากลงทุนอย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้เงินกู้ในการซื้อที่ดิน คุณก็ต้องมีเงินลงทุนค่อนข้างสูงถึงสูงมากๆกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์งามๆสักที่หนึ่ง หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่สามารถปล่อยให้เช่าได้ เพื่อที่จะนำเงินค่าเช่ามาจ่ายเป็นค่างวดผ่อนชำระให้ธนาคาร ซึ่งการหาผู้เช่าให้ได้ตลอดเวลาก็เป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่มีทุนทรัพย์มากมายที่จะนำมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จึงมีอีกตัวเลือกหนึ่ง นั่นคือการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยการซื้อหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนต่างๆที่มีอยู่ การลงทุนแบบนี้ไม่ต้องใช้เงินเริ่มต้นที่สูง อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องเงินกู้และการผ่อนชำระดอกเบี้ยกับธนาคารอีกด้วย (เนื่องจากธนาคารไม่ยอมให้กู้เงินไปลงทุนในหุ้นนั่นเอง :D) และการนำแนวคิดการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มาปรับใช้กับการลงทุนในหุ้นก็ดูเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

อย่างแรกสุด คือการเน้นลงทุนระยะยาวด้วยเงินเย็น ก่อนจะลงทุนจึงต้องมั่นใจว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นที่มีความมั่นคงแข็งแรงและมีอนาคตที่สดใส เหมือนการซื้อที่ดินก็ต้องดูว่าอยู่ในทำเลที่ดี และมีโอกาสที่จะมีถนนหรือรถไฟฟ้าตัดผ่านในอนาคต ซึ่งถ้านักลงุทนถือหุ้นไว้นานพอ และวิเคราะห์อนาคตได้ถูกต้อง หุ้นนั้นก็จะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

อย่างที่สองคือการอยู่ให้ห่างตลาดหลักทรัพย์เข้าไว้หลังจากที่ได้ซื้อหุ้นไปแล้ว เพราะการที่เห็นราคาหุ้นของเราขึ้นๆลงๆตลอดทุกวัน อาจทำให้จิตใจเราไขว้เขวไปจากภาพในระยะยาว ซึ่งคนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มักไม่พบกับปัญหานี้เนื่องจากปีๆหนึ่งมีคนมาเสนอขอซื้อที่ดินแทบจะนับครั้งได้ เราจึงควรเลียนแบบด้วยการเพลาๆการดูราคาหุ้นรายวันลงบ้าง

 และอย่างที่สามที่น่าสนใจที่สุดก็คือการเลือกหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับการได้รับค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง เงินปันผลที่ได้ก็สามารถนำไปต่อยอดลงทุนเพิ่มเติมได้อีกด้วย นับว่าได้ประโยชน์สองเด้งเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าเราสามารถที่จะประยุกต์และใช้เทคนิคของการลงทุนรูปแบบอื่นๆมาปรับใช้กับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นนี้ หวังว่าเพื่อนๆนักลงทุนทุกท่านจะได้ลองพิจารณาดู

เพราะโบราณว่า “เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัดนะครับ” J


Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend