Thursday, October 28, 2010

Entertainment -- จันทร์เจ้า (Goodbye) by Slot Machine

ต้องขอสารภาพว่าช่วงนี้ไม่ได้มีโอกาสฟังเพลงไทยใหม่ๆเลยครับ

อันที่จริงผมก็ไม่แน่ใจนักว่าเพราะเหตุใด จะบอกว่าผมไม่ชอบเพลงไทยก็ไม่ใช่แน่ๆ แต่อาจเป็นเพราะสื่อที่ผมเสพอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้ประชาสัมพันธ์เพลงไทยมากนักก็เป็นได้

เพลงไทยใหม่ๆจึงไม่ค่อยเดินทางผ่านสื่อประชาสัมพันธ์มาถึงผมนัก

แต่ไม่ใช่กับเพลงนี้ครับ เพราะมันมาถึงผมผ่านการบอกต่อ ซึ่งเป็นการตลาดที่ผมคิดว่าทรงพลังอย่างมากในโลกยุคอินเตอร์เน็ตอย่างทุกวันนี้ แต่สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้การตลาดแบบบอกต่อใช้ได้ผลนั่นก็คือคุณภาพของสินค้าหรืองานนั้นๆจะต้องดีพอที่จะให้เกิดการบอกต่อแบบอัตโนมัติได้ด้วย

Slot Machine ไม่ใช่วงดนตรีหน้าใหม่ใสกิ๊ก แต่เป็นวงที่เคยมีผลงานเพลงผ่านหูมาให้ได้ฟังกันพอสมควรแล้ว และโดยภาพรวมวงดนตรีวงนี้ก็ประสบความสำเร็จในขั้นที่เรียกได้ว่าน่าพอใจเลยทีเดียว

มาวันนี้กับอัลบั้มล่าสุดที่ทำให้ทึ่งกันไปทั้งบาง กับดนตรีแนวร็อคที่ยกระดับคุณภาพขึ้นไปอีกขั้น เสียงหลอนๆที่มีกลิ่นอาย "ร็อคโรคจิต" (Psychedelic Rock) (มันมีแนวเพลงแบบนี้จริงๆนะครับทำเป็นเล่นไป) น่าจะทำให้สาวกเพลงร็อค ไม่ว่าจะชอบร็อคแบบไทยๆ แบบฝรั่ง หรือแบบ J-Rock คงจะถูกอกถูกใจกับงานคุณภาพชิ้นนี้

Enjoy!

Wednesday, October 27, 2010

1000 จุด

แม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2553 เป็นวันที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ได้มีโอกาสขึ้นไปแตะตัวเลข 1000 จุดได้อีกครั้งหลังจากรอคอยกันมานาาาาาาาาาานเหลือเกิน ... ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ :)

จะว่าไปการที่ SET จะแตะ 1000 จุดนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดหรือเกินความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะจะอย่างไรเสีย ประเทศที่ใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมก็จะมีการเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ อาจจะมีสะดุดลื่นหกล้มหัวล้างข้างแตกบ้าง แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องเลวร้ายชั่วคราว และในที่สุดแนวโน้มการเติบโตก็จะกลับมาใหม่ อยู่ที่ว่าจะโตมากหรือน้อยเท่านั้น

ดังนั้นหุ้นขึ้นถึง 1000 จุดก็ดูจะไม่ใช่เรื่องแปลก (อันที่จริงถ้าทำยังไงมันก็ไม่ขึ้นถึง 1000 จุดซักที นั่นสิถึงจะน่าแปลก)

ผมเองในฐานะนักลงทุนที่เน้นการรับเงินปันผลเป็นสำคัญ ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับ 1000 จุดนี้มากเท่าไหร่นัก เพราะสิ่งที่ผมจะให้ความสนใจมากกว่านั่นคือการทำธุรกิจของบริษัทที่ผมลงทุนไปซื้อหุ้นเป็นเจ้าของร่วมกับเขาไว้ ว่ายอดขายดีขึ้นหรือไม่? กำไรเพิ่มขึ้นหรือเปล่า? คู่แข่งน่ากลัวขึ้นมั๊ย? และที่สำคัญที่สุดก็คือเงินปันผลจะมากขึ้นจากปีก่อนหรือเปล่า?

ถ้าหากดูแล้วธุรกิจยังไปได้ดีและมีอนาคต เราก็สบายใจที่จะเป็นหุ้นส่วนกับเขาเพื่อรับเงินปันผลที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆต่อไป

แต่ถ้าหากดูๆไปแล้ว ธุรกิจชักจะไปต่อไม่ไหว กำไรมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ และท่าทางเงินปันผลก็จะต้องลดลงเรื่อยๆเหมือนกัน ผมก็จะทยอยๆขายหุ้นที่ทำธุรกิจแบบนี้ออกไปบ้าง

แต่ที่ผมกล่าวไปข้างต้นทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ทำอะไรกับหุ้นที่มีธุรกิจดีเลยเมื่อหุ้นขึ้นมากๆนะครับ เพราะในบางครั้งผมก็จะมีการทยอยขายออกไปบ้างเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อทำให้ต้นทุนของหุ้นที่ผมยังเหลืออยู่นั้นต่ำลง

รอเวลาที่วันใดหุ้นลงจาก 1000 จุด ไปเยี่ยมๆมองๆแถว 500-600 จุด และราคาหุ้นที่ผมขายไปนั้นลดลงอย่างถล่มทลายราวกับว่าบริษัทกำลังจะเจ๊ง ผมก็จะอาศัยโอกาสนั้นซื้อเอาหุ้นที่มีธุรกิจดีๆเหล่านั้นกลับคืนมาในราคาที่ถูกลงด้วยนั่นเอง :)

หมายเหตุ : กลยุทธ์ข้างต้นได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก แนวคิดหุ้นห่านทองคำของ คุณเทพ รุ่งธนาภิรมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสุดยอดหนังสือแนวการเงินและการลงทุนของไทย (ในความคิดของผมเอง) และผมจะได้นำแนวคิดของท่านมาคุยกันในคราวต่อๆไปนะครับ

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Thanks!

 

 

 

Tuesday, October 26, 2010

อย่าเป็น "หนี้" !!!

เคยลองสังเกตตัวอักษรภาษาไทยแล้วมีความรู้สึกว่า "เขาคิดคำนี้ขึ้นมาได้ยังไง" บ้างไหมครับ?

ผมเพิ่งเป็นเมื่อสักครู่นี้เองกับคำว่า "หนี้"

ทำไมมันต้องเป็นพยัญชนะสองตัวนี้มาผสมกับสระและวรรณยุกต์ตัวนี้ด้วย ( _ะ) ช่างคิดจริงๆนะคนเรา

เอาเป็นว่าเราพักเรื่องภาษาศาสตร์ไว้เพียงเท่านี้ก่อน แล้วมาว่ากันด้วยเรื่องเงินๆทองๆตามแบบ Thaidividend.com กันต่อนะครับ

พูดถึงคำว่า "หนี้" แน่นอนว่าแทบทุกคนต้องรู้จัก โดยความหมายแบบบ้านๆของมันก็คือ การติดค้างบางสิ่งบางอย่าง ที่เราจำเป็นต้องชดใช้คืนให้ในภายหลัง ดังนั้นเวลาเราพูดว่าใครเป็นหนี้ใคร ฟังแล้วให้ความรู้สึกในแง่ลบซะเหลือเกิน แถมหนี้เองก็มีหลายแบบหลายสไตล์ ทั้งเป็นหนี้บุญคุณก็มี บางคนเป็นหนี้รัก ว่าเข้าไปนั่น -_-"

แต่ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆแล้วล่ะก็ เวลาเราไปยืมเงินใครไว้ เราก็ต้องชดใช้เงินจำนวนนั้นคืนให้เขา พร้อม "ดอกเบี้ย"

ไอ้เจ้าดอกเบี้ยนี่แหละครับคือตัวปัญหาสำคัญของการเป็นหนี้ เพราะถ้าปล่อยไว้นาน ไม่ยอมชดใช้หนี้เสียที ดอกเบี้ยมันก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เผลอๆดอกเบี้ยเยอะกว่าตัวหนี้จริงๆซะอีก ดังนั้นคำแนะนำส่วนใหญ่ทางด้านการเงินที่เราได้ยินกันบ่อยก็คือ "อย่าเป็นหนี้" (ยกเว้นกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น)

อย่างไรก็ตามในความคิดของผมเองนั้น ผมว่าการโยงเอาเรื่องหนี้ ไปผูกกับดอกเบี้ยตลอดเวลาเป็นเรื่องที่ถูกเพียงครึ่งเดียว และจะทำให้เราตกหลุมพรางทางความคิดเอาง่ายๆ นั่นก็เพราะว่า การใช้จ่ายเงินบางอย่างนั้น แม้เราไม่ได้ไปยืมเงินใครมาใช้เลย ซื้อด้วยเงินสดเต็มจำนวนแท้ๆ แต่เรากลับต้องจ่าย "อย่างอื่น" แทนดอกเบี้ยก็มี และมันก็กลายเป็น "หนี้" ให้เราได้โดยที่เราไม่ต้องไปยืมเงินใครด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่างนะครับ สมมติว่าคุณสามารถซื้อรถราคา 1 ล้านบาทได้ด้วยเงินสดล้วนๆ ไม่กู้เงินเลย ไม่ต้องยืมเงินเพื่อนด้วย คนอื่นอาจจะมองว่าคุณสบายตัวแล้ว ไม่เป็นหนี้ และไม่ต้องจ่าย "ดอกเบี้ย" ในการซื้อรถคันนี้เลย

แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้นครับ เพราะคุณต้องจ่ายเงินกับรถคันนี้อีกเยอะ ทั้งค่าน้ำมัน, ค่าเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง, เปลี่ยนยาง, เปลี่ยนผ้าเบรก, แบตเตอรี่, ยางปูพื้น ฯลฯ อีกเพียบ! ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ "เอาเงินออกจากกระเป๋าของเรา" ทั้งนั้น และทำหน้าที่คล้าย "ดอกเบี้ย" แบบชัดเจน

หมายความว่าเราหลอกตัวเองว่ารถไม่ใช่หนี้ เพียงแค่เพราะว่าเราไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อรถนั่นเอง

จากตัวอย่าง ถ้าเราเปลี่ยนแนวคิดใหม่ รถคันนี้ก็คือ "หนี้" ที่เราต้องจ่ายค่าซ่อมบำรุงทั้งหลายแหล่เทียบได้กับ "ดอกเบี้ย" ให้กับมันตลอดเวลา

และรถคันนี้จะไม่ใช่ "หนี้" ก็ต่อเมื่อเราสามารถใช้งานมันในการหาเงินให้เราได้ "มากกว่า" ค่าใช้จ่ายต่างๆที่เราเสียให้มันไป

พลิกความคิดนิดเดียวเองครับ "หนี้มันไม่ใช่แค่เงินกู้ แต่เป็นอะไรก็ได้ที่คอยจะดึงเงินออกจากกระเป๋าเราอยู่เรื่อยๆ"

ผู้อ่านลองมองไปรอบๆตัวแล้วค่อยๆนึกดูนะครับ ว่าตัวเองนั้นซื้อ "หนี้" โดยไม่ได้ผ่อนดอกเบี้ยมาเยอะแค่ไหนแล้ว

ถ้าหยุดซื้อหนี้ หรือซื้อให้น้อยลงได้... คุณจะมีเงินเหลืออีกเยอะเลยทีเดียวเชียวครับ

Thursday, October 21, 2010

Entertainment -- Wait Until Tomorrow / Gravity by John Mayer (Live in L.A.)

รู้จัก John Mayer ไหมครับ?

บางคนพยักหน้า เพราะอาจจะเคยได้ยินเพลงของเขาตามวิทยุบ้าง บางคนส่ายหน้า "ใครวะ? เป็นญาติกับ Harry Potter เหรอ?"

แต่สำหรับคนที่เป็นแฟนเหนียวแน่นของ John Mayer คงจะรู้จักดีว่านี่คือศิลปินที่เล่นกีต้าร์ได้ "เทพ" ที่สุดคนหนึ่งของโลกยุคปัจจุบันเลยทีเดียว

ย้อนหลังกลับไป ถ้าจะพูดถึงเทพกีต้าร์บลูส์ซักคนหนึ่ง แฟนเพลงสากลคงไม่มีใครไม่รู้จัก Jimi Hendrix อัครเทพกีต้าร์บลูส์ร็อกผู้ล่วงลับ

มาวันนี้ John Mayer เอาเพลงเด่นเพลงหนึ่งของ Hendrix มาเล่นใหม่ให้เข้าหูคนรุ่นใหม่มากขึ้น กับเพลง Wait Until Tomorrow ที่สาดโน้ตในท่อนโซโล่ จนคนฟังอึ้งกันไปทั้งคอนเสิร์ตเลยทีเดียว

เพลงที่สองเป็นเพลงเด่นที่สุดของคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ Gravity (ท่อนหนึ่งของเพลงเป็นชื่อคอนเสิร์ตที่ชื่อว่า "Where the light is") แนะนำให้ลองหลับตาแล้วค่อยๆละเลียดฟังเพลงนี้ดูครับ ... This song is like a sex to the ears... จริงๆ

(ทั้งสองเพลงมาจากคอนเสิร์ต Where the light is ที่ผมเชื่อว่าเป็นหนึ่งคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดบนโลกใบนี้เลยทีเดียวเชียว)

Enjoy!

 

 

 

 

Wednesday, October 20, 2010

หุ้นที่จ่ายเงินปันผลกับที่ไม่ได้จ่ายปันผล (หรือจ่ายน้อยๆ)

ใครก็ตามที่ติดตามอ่าน Thaidividend.com นี้มาได้ซักระยะ น่าจะเริ่มเดาทางได้ถูกแล้วว่าบทความต่างๆใน Thaidividend.com จะพูดถึงการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผลในอัตราที่น่าพอใจ

ผมใช้คำว่า "น่าพอใจ" นั่นเพราะแต่ละคนอาจมีเกณฑ์ของความพอใจที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจบอกว่าได้เงินปันผลซัก 2-4% ก็พอแล้ว แต่บางคนอาจตั้งไว้สูงถึง 8-10% เป็นต้น อันนี้ก็แล้วแต่เลยครับ

คำถามก็คือแล้วทำไมหุ้นแต่ละตัวถึงจ่ายเงินปันผลไม่เท่ากันล่ะ? ทำไมบางตัวจ่ายมาก, บางตัวจ่ายน้อย แล้วทำไมบางตัวไม่จ่ายเลย?

  1. บริษัทต้องทำธุรกิจแล้วมีกำไรถึงจะจ่ายเงินปันผลได้ -- บางคนเล่นหุ้นเพราะเห็นหุ้นเป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่ซื้อๆขายๆแล้วมีกำไร แต่ลืมนึกไปว่าเบื้องหลังของหุ้นแต่ละตัวนั้นมี "ธุรกิจ" ของมันอยู่ หุ้นที่จะจ่ายเงินปันผลได้ต้องเป็นหุ้นที่ทำธุรกิจแล้วมีกำไรสุทธิเหลือให้จ่าย มีกำไรมากก็อาจจะจ่ายมาก มีกำไรน้อยก็อาจจะน้อย ถ้าธุรกิจไหนที่ทำแล้วขาดทุนชั่วครั้งชั่วคราวก็อาจจะหยุดให้เงินปันผลเป็นช่วงๆไป แต่ถ้าหุ้นตัวไหนทำธุรกิจแล้วขาดทุนทุกปี ย่อมไม่มีเงินเหลือมาจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ซ้ำร้ายบางบริษัทอาจไปกู้เงินมาจ่ายเงินปันผลเพื่อสร้างภาพลวงตาว่าธุรกิจกำลังไปได้สวยอีกด้วย ... เจอแบบนี้ก็น่ากลัวนะครับต้องระวังให้ดี
  2. หุ้นที่ทำธุรกิจที่มีแผนขยายตัวเยอะๆมักจะจ่ายเงินปันผลน้อยหรือไม่จ่ายเลย -- เข้าทำนองน้ำขึ้นให้รีบตักครับ ถ้าธุรกิจไหนที่กำลังไปได้สวย มีกำไรดี ก็ย่อมอยากจะขยายงานขยายธุรกิจให้กว้างไกลออกไปมากขึ้น เงินกำไรที่ทำได้ก็คงต้องแบ่งเป็นเงินปันผลน้อยหน่อย (หรืออาจไม่จ่ายเลย) แล้วเอาไปลงทุนทำธุรกิจมากหน่อย เราจึงเห็นหุ้นหลายๆตัวที่ทำธุรกิจดี มีกำไร แต่ให้เงินปันผลน้อย เนื่องจากต้องไปขยายธุรกิจนั่นเอง
  3. หุ้นที่ทำธุรกิจที่อยู่ตัวแล้วมักจะจ่ายเงินปันผลมากพอสมควรอย่างสม่ำเสมอ -- อันนี้เรียกอีกอย่างว่าเสือนอนกินครับ ส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา ขายสินค้าจำเป็นที่คนทั่วไปใช้อยู่ทุกวัน ธุรกิจเหล่านี้ไม่มีอัตราการขยายตัวที่สูง แต่มีความมั่นคงมากเพราะลูกค้าก็ซื้อสินค้าของตัวเองซ้ำๆอยู่เรื่อยๆ กำไรของธุรกิจจึงค่อนข้างสม่ำเสมอ แผนการลงทุนใหม่ก็ไม่ค่อยมี เงินที่เหลือจึงเอามาจ่ายเป็นเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอเช่นกัน
  4. แนวคิดและธรรมาภิบาลของผู้บริหาร -- อันนี้มองยากครับ แต่เชื่อไหมครับว่ามีหุ้นบางตัวที่ทำธุรกิจที่ดี สามารถทำกำไรได้ แต่กลับเอาผลกำไรของธุรกิจไปจ่ายเป็นเงินโบนัสของผู้บริหาร ค่าใช้จ่าย ค่าเลี้ยงรับรองโน่นนี่นั่น เยอะแยะตาแป๊ะไก่ สุดท้ายมันก็ร่อยหรอไม่เหลือเผื่อให้ผู้ถือหุ้นเลย หรือบางกรณีที่ผู้บริหารมีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมมากๆ ก็มักจะชอบสะสมกำไรเอาไว้เยอะๆ โดยไม่ได้นำไปลงทุนให้เกิดประโยชน์ แถมยังไม่ยอมเอาออกมาปันผลอีกต่างหาก แบบนี้ก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสไตล์การบริหารและธรรมาภิบาลของผู้บริหารก็มีส่วนสำคัญครับ

เหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้หุ้นแต่ละตัวจ่ายเงินปันผลในอัตราที่แตกต่างกันออกไปครับ จะเห็นได้ว่าหุ้นที่จ่ายปันผลก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป ส่วนหุ้นที่ไม่ได้จ่ายเงินปันผลก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไปเช่นกัน ทั้งนี้เราต้องทำความเข้าใจ "ธุรกิจ" ของหุ้นนั้นก่อนเป็นสำคัญ และถ้าเราตั้งใจที่จะสร้าง Passive Income จากเงินปันผล ก็ควรที่จะเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ด้วยนะครับ อาจจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมในแต่ละข้ออยู่บ้างพอสมควรซึ่งผมจะได้นำมาคุยกันในครั้งต่อๆไปครับ

 

Monday, October 18, 2010

ว่าด้วยเรื่อง Passive Income (ตอนที่ 3) : เริ่มต้น(คิด)ให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง!

ตอนที่ 3 นี้ถือเป็นตอนสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงแนวคิดเรื่อง Passive Income แบบเบื้องต้นนะครับ ซึ่งจะพูดถึงวิธีคิดของผู้ที่ตั้งใจจะสร้างแหล่งรายได้ประเภท Passive Income เป็นของตัวเองว่าเขาหรือเธอควรจะมีแนวคิด และทัศนคติอย่างไรกับมันบ้าง

  1. ความคิดสร้างสรรค์ -- อย่างที่บอกไปในตอนที่แล้วว่าวิธีการสร้างรายได้แบบ Passive Income นั้นมีมากมายหลากหลาย  ดังนั้นเราจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการค้นหาวิธีสร้างแหล่งรายได้แบบใหม่ๆอยู่เสมอ ยิ่งถ้าได้ไปค้นพบแหล่งรายได้ที่เป็น Passive Income แบบใหม่ๆเป็นคนแรกๆ ถ้าสามารถทำได้สำเร็จก็จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างมากเลยทีเดียวครับ
  2. ขยัน -- จริงอยู่ที่เป้าหมายของการสร้าง Passive Income อยู่ที่การที่เราจะได้มีอิสระจากการทำงานประจำ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่เราต้องการ แต่ต้องไม่ลืมว่าการจะไปถึงจุดนั้นได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความขยัน และตั้งใจจริงเป็นสำคัญจึงจะประสบความสำเร็จ
  3. อย่ากลัวที่จะล้มเหลว -- ความคิดใหม่ๆบางทีมันก็ใช้ไม่ได้ผล หรือเราอาจจะทำบางอย่างผิดพลาดไประหว่างทาง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งสำคัญอยู่ที่เมื่อเราล้มแล้ว เราต้องลุกให้ได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะเดินหน้าต่อ
  4. มั่นใจในตัวเอง -- บอกตัวเองว่า "กูทำได้!"
  5. สนุกไปกับมัน -- ข้อนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ขอเน้นว่าสำคัญที่สุดจริงๆ เพราะถ้าหากคุณไม่ชอบทำงานประจำ แถมงานที่จะสร้าง Passive Income คุณก็ดันไม่ชอบอีก นั่นเท่ากับตกนรกทั้งเป็น คุณจะหาความสุขจากอะไรไม่ได้เลย ดังนั้นควรระลึกว่าโลกเราใบนี้มีวิธีทำเงินมากมาย จงหาวิธีการทำ Passive Income ที่เหมาะกับคุณ และสร้างความสุขให้คุณให้ได้ก่อนเป็นดีที่สุด เพื่อไม่ให้คุณเบื่อและล้มเลิกกลางคันก่อนจะไปถึงเป้าหมายนั่นเอง

เมื่อผมย้อนขึ้นไปอ่านทั้ง 5 ข้อ ผมก็มีความรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่เป็นแนวคิดสำหรับผู้ที่ต้องการสร้าง Passive Income เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปรับใช้ได้กับแทบทุกๆมุมของชีวิตเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มมีไฟอยากจะสร้าง Passive Income ให้กับตัวเอง ผมก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ และก็อยากจะฝากให้ลองพิจารณาถึงการสร้าง Passive Income จากเงินปันผล (Dividend)

เผื่อว่าคุณจะมีความสุขกับการลงทุนในแนวทางนี้เช่นเดียวกันกับผมก็เป็นได้ครับ

 

Please click "Like" and share my page on Facebook at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/#!/ThaiDividend

Thanks! 

Entertainment -- So What by Miles Davis feat. John Coltrane

คั่นเวลาด้วยอารมณ์แจ๊ซซี่อีกสักนิด กับเพลงที่เรียกได้ว่าอยู่ใน "ขั้นเทพ" ของวงการเพลงแจ๊สอย่าง So What ของ Miles Davis ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้เป็นบันทึกวิดีโอในปี 1958 หรือย้อนหลังกลับไปเมื่อ 52 ปีที่แล้วซึ่งได้ John Coltrane เข้ามาร่วมแจมในส่วนของแซ็กโซโฟนได้อย่างเหมาะเจาะพอดี

เสียงทรัมเป็ตแหลมบาดที่พริ้วไหวได้ตามจังหวะเพลงของ Miles Davis กับรูปแบบการสาดโน้ตเป็นชุดๆของ Coltrane หวังว่าผู้ที่ชื่นชอบเพลงแจ๊สจะถูกใจนะครับ

R.I.P. Miles Davis & John Coltrane

 

 

 

 

Sunday, October 17, 2010

ว่าด้วยเรื่อง Passive Income (ตอนที่ 2) : มันมาจากทางไหนบ้าง?

ต่อจากคราวที่แล้วที่ทิ้งท้ายไว้ว่าอะไรบ้างที่เป็นแหล่งรายได้แบบ Passive Income? ถ้าหากใครยังไม่ทราบว่า Passive Income คืออะไร สามารถเข้าไปอ่านทำความเข้าใจก่อนได้ที่นี่เลยครับ ---> http://thaidividend.com/passive-income 

ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าแหล่งรายได้ที่จะพูดถึงนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเท่านั้น เพราะในโลกการลงทุนยังมีแหล่งรายได้แบบ Passive Income อีกมากมายหลากหลายครับ

  1. ดอกเบี้ย -- ข้อนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Passive Income รูปแบบที่ชัดเจนที่สุด ธรรมดาที่สุด เรียกได้ว่าธรรมดาจนเราแทบไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ คล้ายๆกับว่าเราไม่รู้ตัวว่ากำลังหายใจอยู่ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยก็ยังแยกย่อยไปหลายแบบหลายสไตล์ เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์, ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ, ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล หรือ ดอกเบี้ยหุ้นกู้บริษัทเอกชน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดมีความเสี่ยงแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดเป็น Passive Income เพราะเราจะได้รับรายได้เป็นดอกเบี้ยเข้ามาสม่ำเสมอไม่มีหยุด แม้เราจะไม่ได้ทำงานก็ตามนั่นเอง
  2. กำไรจากการเป็นเจ้าของกิจการ -- ข้อนี้ต้องขยายความเพิ่มเติมเล็กน้อย เนื่ีองจากคำว่า "เจ้าของกิจการ" กับ "ธุรกิจส่วนตัว" นั้นมีความแตกต่างกันที่เด่นชัด โดยวัดจากการที่ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจจะต้องลงมือทำงานเองในธุรกิจของตนหรือไม่? ถ้าหากเจ้าของต้องลงมือทำงานเอง ไม่สามารถทิ้งธุรกิจของเขาไปได้เลย กำไรที่ได้ก็ไม่ถือว่าเป็น Passive Income แต่ถ้าหากเจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องอยู่เฝ้าและลงมือทำงานเอง แต่มีระบบและพนักงานคอยทำงานแทนให้ ผลกำไรที่เหลือมาจึงจะเรียกได้ว่าเป็น Passive Income นะครับ
  3. ค่าเช่า -- ไม่ว่าจะให้เช่าบ้าน, ที่ดิน, ห้องเช่า, คอนโด, อพาร์ทเมนท์, จักรยาน, รถยนต์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ค่าเช่าที่ผู้เช่าจ่ายให้ก็ถือเป็น Passive Income อย่างหนึ่ง หบักสำคัญอยู่ที่เราจะต้องดูแลไม่ให้ตัวเองเสียเวลาไปกับกระบวนการเช่าและการดูแลการเช่าเหล่านั้นมากจนมันเปลี่ยนรูปแบบจาก Passive Income กลายเป็น Active Income ไปอย่างไม่ตั้งใจ
  4. ค่าคอมมิชชั่นต่างๆ -- ส่วนใหญ่เราจะได้ค่าคอมมิชชั่นจากการเป็นพ่อค้าคนกลางในการขายสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง รายได้ Passive Income จากค่าคอมมิชชั่นที่ชัดเจนที่สุดอันหนึ่งคือกลุ่มธุรกิจแบบ Network Marketing หรือ MLM ที่สมาชิกจะได้ค่าคอมมิชชั่นจากการซื้อสินค้าของบริษัท และเมื่อหาสมาชิกได้เพิ่มก็จะได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อถึงจุดที่เครือข่ายการใช้จ่ายนั้นแข็งแกร่งและยั่งยืนโดยไม่ต้องหาสมาชิกเพิ่ม ค่าคอมมิชชั่นที่จะไหลเข้ามาเรื่อยๆก็จะเป็น Passive Income ให้คุณได้ครับ
  5. เงินปันผล -- ผมจงใจเอาข้อนี้มาไว้เป็นข้อสุดท้าย นั่นเพราะบล็อกนี้สร้างขึ้นเพื่อพูดถึงการสร้าง Passive Income จากเงินปันผลเป็นสำคัญ การลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพ มีความแข็งแกร่ง ที่ยินดีแบ่งผลกำไรออกมาในรูปเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น ถือเป็นการลงทุนที่สามารถสร้าง Passive Income ได้อย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการพิจารณาเลือกบริษัทที่จะลงทุนอย่างรอบคอบ ว่าเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งจริง และจ่ายเงินปันผลได้ชัวร์ ไม่มั่วนิ่มนั่นเอง

อย่างที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่ารูปแบบของ Passive Income นั้นมีหลากหลายแยกย่อยออกไปอีกมากมายเกินกว่าจะยกมาอธิบายในที่นี้ได้หมด แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเราทุกคนควรมีแหล่งรายได้ที่เป็น Passive Income ที่เหมาะกับตัวเองสำรองเอาไว้บ้างไม่มากก็น้อย เพื่อไม่ให้ตัวเราเองนั้นต้องเสี่ยงจากการหวังพึ่งพารายได้จากการทำงานเพียงอย่างเดียว

เรื่องราวของ Passive Income นั้นยังไม่จบ ในคราวหน้าเราจะมาคุยกันว่าผู้ที่จะสร้าง Passive Income ขึ้นมานั้น ต้องมีข้อเตือนใจอะไรบ้างก่อนที่จะเดินเข้าสู่ยุทธจักรนี้ แล้วพบกันครับ

 

 

Saturday, October 16, 2010

ว่าด้วยเรื่อง Passive Income : มันคืออะไร?

โชคดีของผมที่เมื่อ 2-3 วันก่อนได้เข้าไปอ่านบทความในเวบ www.moneyning.com ที่พูดถึงเรื่อง Passive Income ซึ่งหลังจากที่ได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่ามีประโยชน์มาก วันนี้จึงอยากจะขอยกเรื่อง Passive Income มาให้ได้อ่านกันครับ

เริ่มต้นด้วยคำว่า Passive Income นั้นมันหมายความว่าอะไร?

ถ้าให้แปลตรงตัว Passive Income ก็คงแปลได้ว่า "รายได้เชิงรับ" เอาล่ะสิ ยิ่งแปลเป็นไทยยิ่ง "งง" กันเข้าไปใหญ่ -_-"

ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกซักรอบว่า รายได้เชิงรับก็คือ "รายได้ที่ไม่ได้มาจากการที่เราออกแรงทำงานโดยตรง" จินตนาการง่ายๆว่า ในวันใดที่เราไม่ได้ทำงานแล้ว แต่ยังมีเงินไหลเข้ากระเป๋าเราอยู่อย่างสม่ำเสมอ เงินก้อนนั้นแหละครับที่เราถือว่าเป็น Passive Income หรือ "รายได้เชิงรับ"

คำถามวัดความเข้าใจ : เงินเดือนของข้าราชการ หรือพนักงานบริษัท เป็น Passive Income หรือไม่?

ติ๊กต่อก... ติ๊กต่อก...

คำตอบคือ "ไม่ใช่" เพราะเงินเดือนเหล่านั้นเกิดจากการทำงานในแต่ละเดือนเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนมา ดังนั้นเงินเดือนจึงเป็น Active Income (รายได้เชิงรุก) ซึ่งเมื่อใดที่เราหยุดทำงาน หน่วยงานราชการหรือบริษัทที่เป็นนายจ้างก็ย่อมหยุดจ่ายเงินเดือนไปโดยปริยาย รายได้ของเราก็จะหดหายไปทันที

พอเราเข้าใจคุณสมบัติของ Passive Income ก็ลองมาดูกันว่าข้อดีของมันมีอะไรบ้าง

  1. สร้างอิสรภาพ -- ข้อนี้ชัดเจนมาก เพราะเมื่อวันใดที่เรามีรายได้เชิงรับ หรือ Passive Income มากกว่ารายจ่ายในแต่ละวัน เมื่อนั้นเราก็บอกลางานประจำได้เลย เราจะมีเวลามากกว่าคนอื่นทันทีอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน แถมไม่ต้องตอกบัตรเช็คชื่อเข้าทำงานอีกด้วย
  2. เป็นแหล่งรายได้ใหม่ -- ชีวิตเราเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ถึงแม้เราจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ แต่ถ้าวันใดเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ถูกไล่ออก หรือ ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ แต่ถ้าเรามีแหล่งรายได้จาก Passive Income อยู่ เราและคนในครอบครัวก็จะไม่เดือดร้อน
  3. เป็นแหล่งรายได้ที่ต่อเนื่อง -- ไม่ว่าคุณจะรักงานประจำที่คุณทำขนาดไหน ซักวันหนึ่งคุณก็คงต้องหยุดทำ อาจเนื่องด้วยสาเหตุทางด้านอายุ และสุขภาพ เงินรายได้จากการทำงานก็จะต้องหดหายไปในที่สุด แต่ถ้าเรามี Passive Income คอยรองรับอยู่ เงินรายได้ตรงนี้จะยังคงไหลเข้าสู่กระเป๋าของคุณอย่างต่อเนื่อง แถมยังตกทอดเป็นมรดกให้คนใกล้ชิดได้อีกต่างหาก (เราไม่สามารถยกตำแหน่งงานในฐานะลูกจ้างให้ลูกหลานเราได้ ถูกต้องไหมครับ)

อ่านถึงตรงนี้ หลายๆคนคงอยากรู้แล้วว่า เราจะหาแหล่งรายได้ที่เป็น Passive Income ได้จากทางใดบ้าง ซึ่งจะได้คุยกันในคราวต่อไปนะครับ

 

 

Friday, October 15, 2010

Entertainment -- Baubles, Bangles and Beads by Eliane Elias

อย่างที่กล่าวไว้ว่าจะแทรกเพลงเพราะๆ รวมไปถึงเรื่องราวเบาๆที่น่าสนใจคั่นระหว่างเรื่องเงินๆทองๆ พอดีกับที่วันนี้มีคนแนะนำเพลงนี้ในอีกเวอร์ชั่นหนึ่งให้ฟัง

ซึ่งเพราะมากๆครับ กับ Baubles, Bangles and Beads ที่เอามาทำใหม่หลายต่อหลายครั้งก็ยังเพราะ

คราวนี้มาในรูปแบบ Bossanova โดย Eliane Elias ที่เร่งจังหวะเร็วขึ้นอีกนิด ให้ได้ฟังไปพร้อมขยับตัวเข้าจังหวะพอเพลินๆ

เวอร์ชั่นนี้เป็นการแสดงสดในปี 2005 แต่เชื่อว่าถ้า Peggy Lee ได้ยินก็คงชอบนะครับ

 

Enjoy!

 

 

Thursday, October 14, 2010

9 เหตุผล “ทำไมถึงเลือกลงทุนในหุ้นปันผล?”

 

ในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้มีการลงทุนอยู่มากมายหลากหลาย แต่ทำไมเราถึงเลือกที่จะลงทุนในหุ้นปันผล เราลองมาดูกันครับ

  1.  สร้างรายได้ที่ยั่งยืน และอัตโนมัติ เพราะรายได้จากเงินปันผล เป็นรายได้ที่เกิดจากการส่วนแบ่งกำไรของธุรกิจ นั่นทำให้ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไหร่ จะทำงานไหวหรือไม่ ตราบใดที่ธุรกิจนั้นยังมีสุขภาพที่ดีและสามารถทำกำไรได้ ส่วนแบ่งในรูปเงินปันผลก็จะยังไหลเข้าสู่กระเป๋าของเราต่อไปไม่หยุด ในขณะที่หากเรามีรายได้จากการทำงานเพียงอย่างเดียว เมื่อใดที่เราหยุดทำงาน เช่น เกษียณ ถูกไล่ออก หรือ ด้วยเหตุสุดวิสัยอื่นๆ รายได้ของเราก็จะขาดช่วงไปทันที 
  2.  ไม่เสี่ยงกับการถูกไล่ออกจากงาน เพราะการลงทุนในหุ้นปันผลนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของเราเอง ไม่มีใครสามารถมาสั่งให้เราหยุดลงทุนได้นอกจากตัวเราเองเท่านั้น เท่ากับว่าเราเป็นนายของตัวเองโดยอ้อม ซึ่งไม่เหมือนกับการได้รับเงินเดือนจากนายจ้างซึ่งเสี่ยงต่อการถูกไล่ออกจากงานไม่มากก็น้อย
  3. เป็นหุ้นส่วนในธุรกิจขนาดใหญ่ ในยุคสมัยนี้การเริ่มต้นทำธุรกิจให้อยู่รอดและมีกำไรที่ว่ายากแล้ว การที่จะสร้างธุรกิจให้มีมูลค่าเป็นพันล้านหรือหมื่นล้านบาทย่อมยากกว่าหลายเท่าตัว แต่การลงทุนในหุ้นปันผลเปิดโอกาสให้เราได้เป็นหุ้นส่วนในธุรกิจขนาดใหญ่ที่มั่นคงและมีคุณภาพอยู่หลายธุรกิจ
  4.  ไม่มีการบริหารงานที่ซับซ้อน การสร้างธุรกิจส่วนตัว ถือเป็นหนทางหนึ่งที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่เจ้าของธุรกิจได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันผู้บริหารธุรกิจก็จะต้องใส่ใจกับการบริหารงานที่ท้าทายความ สามารถอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการหาลูกค้า การจ้างงาน การดูแลลูกจ้าง ฯลฯ ในขณะที่การลงทุนในหุ้นปันผลนั้น เราในฐานะผู้ถือหุ้นได้มอบหมายหน้าที่เหล่านั้นให้แก่กรรมการผู้จัดการและ พนักงาน ระบบที่มีอยู่ของบริษัทช่วยทำให้การทำงานของเราน้อยลง และยังได้รับเงินปันผลจากธุรกิจตามสมควรอีกด้วย
  5.  ไม่มีงานเอกสารที่ยุ่งยาก การลงทุนในด้านอื่น เช่นการทำธุรกิจ หรือ อสังหาริมทรัพย์ อาจมีงานด้านเอกสารและข้อกำหนดทางราชการที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก ในขณะที่การลงทุนในหุ้นปันผลนั้นใช้เอกสารน้อย และข้อกำหนดทางราชการก็มีขั้นตอนน้อยมาก ทำให้นักลงทุนได้รับความสะดวกสบายมากกว่าการลงทุนในด้านอื่นๆ
  6.  ไม่ง่าย.... แต่สะดวก การวิเคราะห์การลงทุนในหุ้นปันผลนั้น อาจมีความยุ่งยากซับซ้อนพอสมควรสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น แต่ทว่าการหาความรู้และพัฒนาทักษะเหล่านั้นทำได้ไม่ยากเลย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนมากมาย รวมไปถึงแหล่งข้อมูลของบริษัทที่เรานำมาใช้ในการวิเคราะห์บริษัทเพื่อลงทุนนั้นก็หาได้ง่ายดายบนอินเตอร์เน็ต นั่นทำให้โอกาสในการพัฒนาตัวเองและเข้าถึงข้อมูลนั้นมีมากมาย
  7. เป็นมรดกให้คนที่อยู่ข้างหลัง เราไม่สามารถส่งต่อตำแหน่งผู้จัดการที่เราทำงานอยู่ให้คนอื่นๆได้ตามใจนึก เพราะฉะนั้น เมื่อเราเป็นอะไรไป รายได้ที่ครอบครัวของเราเคยมีก็จะหดหายไปด้วยทันที แต่สำหรับหุ้นปันผลนั้น ถือเป็นทรัพย์สินที่เราสามารถส่งต่อให้แก่คนอื่นๆเป็นมรดกได้ ภายใต้เงื่อนไขเดิมที่ว่าตราบใดที่บริษัทที่เราลงทุนยังมีคุณภาพและสร้างกำไรได้ เงินปันผลก็จะยังเป็นรายได้ไหลเข้ากระเป๋าของคนในครอบครัวของเราต่อไป
  8. เก่งกว่าเงินเฟ้อ การลงทุนในหุ้นปันผลนั้นนอกจากจะได้รับเงินปันผลเป็นรายได้แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯยังเป็นหนทางการลงทุนที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว ซึ่งต่างจากการฝากเงินในธนาคารในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ เพราะเงินเฟ้อจะกินมูลค่าของเงินที่เราฝากไว้ เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียนั่นเอง
  9. ชีวิตที่สงบและเรียบง่าย เหตุผลข้อนี้ผมตั้งใจเอามาใส่เป็นข้อสุดท้ายนั่นก็เพราะ การลงทุนในหุ้นปันผลนั้นไม่ใช่หนทางในการรวยเร็วๆ รวยง่ายๆ รวยไวๆ แต่เป็นการลงทุนที่ต้องอาศัยระยะเวลาและความเอาใจใส่เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้ที่ลงทุนในหุ้นปันผลจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่หวือหวาฟุ่มเฟือย รู้จักการใช้จ่ายอย่างพอเพียง และรู้จักนำเงินส่วนที่เหลือนั้นมาลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มเงินปันผลให้มากขึ้นในอนาคตนั่นเอง

และเหตุผลทั้ง 9 ข้อนี้เอง ที่ทำให้ผมเลือกที่จะลงทุนในหุ้นปันผลในที่สุดครับ

 

Wednesday, October 13, 2010

ว่าด้วย Page ใหม่ --- Portfolio

ตอนนี้ผมได้เพิ่ม Page ใหม่เข้ามาใน blog ที่แสนจะเรียบง่ายนี้ โดยเป็นหน้าของ Portfolio ซึ่งแสดงถึงจำนวนเงินปันผลที่เข้ามาในแต่ละปี พร้อมกับจำนวนเปอร์เซ็นต์ของเงินปันผลจำนวนนั้นต่อเงินลงทุนจริงของผมเอง

ผมใช้คำว่า "เงินลงทุนจริง" หมายถึงเป็นเงินที่ผมควักออกจากกระเป๋าจริงๆเท่านั้น โดยไม่รวมส่วนที่เติบโตขึ้นมาระหว่างทางนะครับ (สำหรับหุ้นตัวไหนที่ขึ้นอัตราเปอร์เซ็นต์เงินปันผลเป็น "n/a" นั่นแปลว่าต้นทุนของหุ้นตัวนั้นเป็นศูนย์ หรือ ติดลบไปเรียบร้อยแล้วนั่นเองครับ) ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ผมได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือในซีรีส์ "หุ้นห่านทองคำ" ของคุณเทพ รุ่งธนาภิรมย์ ซึ่งผมจะขออนุญาตกล่าวถึงแนวคิดดังกล่าวในโอกาสต่อๆไปนะครับ

ข้อมูลในหน้า Portfoilio อาจจะมีน้อยไปนิดนึง เพราะจุดประสงค์ของมันไม่ได้ต้องการใบ้หุ้น หรือ อวดผลตอบแทน แต่เพื่อเป็นเพียงหลักฐานให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านได้รู้ว่า ผมได้นำหลักการและความรู้ต่างๆไปปฎิบัติจริง ลงทุนจริง เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งของตนเองและครอบครัวด้วยครับ

และอย่าลืมนะครับ การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง ไม่ควรเชื่อและลงทุนโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน เพราะไม่ว่าผมหรือใครก็ไม่สามารถรับผิดชอบต่อผลกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นได้ นอกจากตัวคุณเองครับ

ว่าแล้วก็คลิกเลยครับ ---> http://thaidividend.posterous.com/pages/portfolio

Tuesday, October 12, 2010

หนี้นอกระบบกับเงินปันผล

ด้วยความแรงของละครวนิดา กับความคิดสร้างสรรค์ของท่านรมต.คลังและทีมงาน

ทำให้เกิดการสนธิกำลังจนกลายเป็นการประชาสัมพันธ์นโยบายรัฐบาลตามที่เห็นในวิดีโอนี้แล...

พอดูจบบอกได้คำเดียวว่า แอฟน่ารักครับ เอ้ย! ไม่ใช่ละ!

ความจริงเรื่องปัญหาหนี้นอกระบบมีมานานแล้วครับ ไม่ใช่เพิ่งมี เพราะการกู้หนี้นอกระบบนั้นง่ายมากๆ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์อะไรค้ำประกันใดๆ ผู้ปล่อยใช้เทคนิคนิดหน่อยก็สามารถปล่อยกู้ได้อย่างปลอดภัย แถมยังขูดรีดด้วยอัตราดอกเบี้ยแพงจากลูกหนี้อีกต่างหาก

จะว่าไป การที่หนี้นอกระบบยังคงอยู่รอดได้ทุกวันนี้ ก็เพราะความง่ายในการกู้ และการตลาดแบบประชิดตัว เรียกได้ว่าขายตรงกันเลยทีเดียว ซึ่งการที่รัฐบาลออกมาแก้ปัญหาด้วยการให้ธนาคารออมสินเข้ามาอุ้มลูกหนี้จากนอกระบบเข้าสู่ในระบบก็ถือเป็นการดีครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้มันคงยังไม่จบง่ายๆ นั่นเพราะ "ความง่าย" ของการกู้หนี้นอกระบบมันยังคงมีอยู่ ตราบใดที่คนเรามีความรู้สึกว่ากู้หนี้ในระบบมันยุ่งยากกว่า เสียเวลากว่า แถมมีข้อจำกัดเยอะ ปัญหาหนี้นอกระบบมันก็จะกลับมาเรื่อยๆไม่ช้าก็เร็ว

เอาน่า ... อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้แก้อะไรเลยก็แล้วกัน ... ว่าแต่ว่าหนี้นอกระบบมาเกี่ยวอะไรกับการลงทุนแบบเน้นเงินปันผลกันล่ะนี่?

คำตอบคือ มันก็มีธุรกิจที่ให้กู้เงินในระบบแก่ประชาชน ซึ่งเราสามารถไปเป็นหุ้นส่วนได้ และได้รับเงินส่วนแบ่งจากผลกำไรที่ธุรกิจเหล่านี้ได้รับนั่นไงล่ะครับ

เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลออกแคมเปญช่วยเหลือ รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงร้ายกาจของดอกเบี้ยหนี้นอกระบบ ย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจให้สินเชื่อบุคคลบ้าง ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม และ ไม่มากก็น้อยล่ะน่า

ใครเห็นโอกาส เสาะหาธุรกิจแบบนี้ แล้วเข้าไปเป็นหุ้นส่วนถูกที่ถูกเวลา เงินปันผลเนื้อๆเน้นๆก็จะไหลเข้าสู่กระเป๋าให้เราเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นด้วยนะครับ

 

ใครรวยกว่ากัน?

ความรวยวัดกันได้ด้วยหรือครับ?

ในสังคมที่คนส่วนหนึ่ง (ที่เป็นส่วนใหญ่พอดู) มักตัดสินความสำเร็จจากจำนวนเงินที่หาได้ ทำให้คุณค่าของเงินถูกมองไว้สูงมาก

จนบางครั้งผมมองว่าสูงเกินไปด้วยซ้ำ

ระหว่างนาย ก. ที่ทำงานประจำวันละ 10 ชั่วโมง ตลอดทั้งปี และหาเงินได้ 10 ล้านบาทต่อปี กับ นาย ข. ที่ทำงานประจำวันละ 2-3 ชั่วโมง ทำบ้างไม่ทำบ้าง เวลาส่วนใหญ่นำไปใช้ทำงานอดิเรกอื่นๆ และหาเงินได้ 1 ล้านบาทต่อปี

คุณคิดว่าใครรวยกว่ากันครับ?

หลายๆคนอาจตอบคำถามนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ตามแต่ความรู้สึกที่ว่า "เงิน" สำหรับเขามีค่าขนาดไหน

ถ้าเขาคิดว่า เวลา 7-8 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 1 ปี มีค่าน้อยกว่าเงิน 9 ล้านบาท เขาก็จะยอมทำงาน 10 ชั่วโมงอย่าง นาย ก. ส่วนคนที่คิดตรงข้ามก็จะเลือกเป็นนาย ข. และมองว่า นาย ข. นั้น รวยกว่า

ปัญหาสำคัญก็คือคนที่เลือกเป็น นาย ข. หมายความว่า เขาไม่ได้มองว่า "ความร่ำรวย" เป็นเรื่องของจำนวนเงินเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงสิ่งอื่นๆด้วยเช่น เวลา หรือ สุขภาพร่างกายและจิตใจของตัวเอง เป็นต้น

ในทางกลับกัน คนที่เลือกนาย ก. อาจมีความคิดว่า ทำงานหนักๆแล้วเก็บเงินเยอะๆไว้ใช้ในยามเกษียณอย่างหรูหราสุขสบายย่อมดีกว่า

ดังนั้น คำถามที่ว่า "ใครรวยกว่ากัน?" จึงไม่สามารถหาคำตอบที่ถูกต้องตายตัวได้ เนื่องจากการตีมูลค่าของความร่ำรวยของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน

แต่สำหรับผม ผมเลือกที่จะเป็น นาย ข. ครับ และผมเชื่อว่า รายได้ที่เกิดจากเงินปันผลจะสามารถทำให้ผมเป็นอย่างนาย ข. ได้ในท้ายที่สุดครับ

Entertainment -- She Said by Plan B

ความตั้งใจจริงไม่ได้ต้องการให้เป็น Blog ที่เคร่งเครียดไปด้วยเรื่องเงินๆทองๆอย่างเดียว

นักลงทุนที่ดีในความคิดของผมควรจะเป็นนักลงทุนที่รู้จักผ่อนคลายจิตใจของตนเอง ไม่ให้เคร่งเครียดจนเกินไปด้วย

ดังนั้นผมจะคั่นด้วยเพลงเพราะๆ หรือ life style ต่างๆที่น่าสนใจ ให้ทุกคนได้ชิวๆเป็นระยะๆนะครับ ;)

 

เพลง She Said ของ Plan B ฟังเพลินๆ ใครที่คุ้นเคยกับเพลงแนว Soul จาก Amy Winehouse หรือ Duffy น่าจะชอบครับ

Enjoy

หลินปิง, น้องปลายฟ้า กับกรมสรรพากร ?

หลายคนคงจะสงสัยว่าทั้งสามมาเกี่ยวข้องกันได้ยังไง

แต่ถ้าคนไหนเป็นแฟนพันธ์แท้ของแพนด้าน้อยหลินปิง (ซึ่งตอนนี้คงไม่ใช่ตัวน้อยๆแล้ว) คงจะจำกันได้ว่า น้องปลายฟ้านี่แหละครับคือผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากการตั้งชื่อลูกหมีแพนด้าหลินปิง 

เงินรางวัลที่น้องเขาได้ไปก็มีทั้งเงินสดและก็รถยนต์ ซึ่งตอนนั้นก็ถือเป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนึ่งกันเลยทีเดียว

จากวันนั้นถึงวันนี้ รถยนต์ที่ได้ถูกนำไปขาย รวมกับเงินล้านที่ได้ไป ก็นำไปใช้จ่ายส่วนตัว และเหลือเป็นทุนการศึกษาให้น้องปลายฟ้าเป็นเงินประมาณ 300,000 บาท (ตามข่าวนะครับ)

และแล้ว... ตัวละครสำคัญก็โผล่มาครับ นั่นคือกรมสรรพากร ซึ่งได้ส่งจดหมายแจ้งการค้างชำระภาษีเงินได้ของน้องปลายฟ้า เมื่อรวมกับเบี้ยปรับเงินเพิ่มที่ค้างมานานก็รวมกันไปเป็นเงินราว 270,000 บาท เล่นเอาครอบครัวน้องเขามึนตึ้บไปเลย

ถามว่าสรรพากรกลั่นแกล้งรึเปล่า? โดนแก๊งค์ต้มตุ๋นหลอกรึเปล่า?

เปล่าเลยครับ เรื่องนี้เป็นความจริง ทางสรรพากรยืนยันได้ น้องปลายฟ้าต้องจ่ายครับ ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ไม่มีคำว่ากลั่นแกล้งครับ แถมบอกว่าผ่อนได้เดือนละ 500 อีกต่างหาก

เซ็งเป็ดครับงานนี้

....

ที่ยกเรื่องนี้ก็เพื่อจะแบ่งปันให้ทุกคนรู้ว่า "มันไม่สำคัญหรอกครับว่าจะมีเงินเท่าไหร่... สิ่งสำคัญคือคุณมีความรู้เรื่องการเงินมากน้อยแค่ไหนต่างหาก"

จะว่าไปเรื่องน้องปลายฟ้านี่ยังเด็กๆนะครับ ข่าวในอดีตเยอะแยะครับที่ถูกหวย ถูกล็อตเตอรี่เป็นสิบล้าน ร้อยล้าน แต่สุดท้ายภายในระยะเวลาไม่นานก็หมดตัว แถมเป็นหนี้ จนยิ่งกว่าเก่าก่อนที่จะถูกหวยซะอีก

เพราะฉะนั้นความรู้ทางการเงินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากนะครับ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน ไม่ให้เราต้องตกไปอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับผู้โชคดีเหล่านั้น

สุดท้ายนี้ ผมจำไม่ได้ว่าใครเคยเป็นคนพูดไว้ว่า

"โลกนี้มีเรื่องแน่นอนอยู่สองอย่าง นั่นคือความตายกับภาษี"

ใครจำได้ว่าใครพูดก็บอกกันบ้างนะครับ :)

 

เงินปันผลคืออะไร?

เคยร่วมหุ้นกับใครทำธุรกิจไหมครับ?

สมมติว่าผมชวนคุณมาหุ้นกันเปิดร้านขายข้าวไข่เจียวซักร้านนึง ลงเงินคนละ 500 บาท ซื้อข้าว ซื้อไข่ และอุปกรณ์อื่นๆ

กิจการเป็นไปได้ด้วยดี ข้าวไข่เจียวขายดีอย่างกับเททิ้ง ได้ผลกำไรทั้งหมดถึง 2,000 บาทเลยทีเดียวเชียว!!!

แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะต้องกันเงินไว้ 1,000 บาท สำหรับซื้อซอสพริกที่เพิ่งจะหมด กับกระทะใบใหม่มาแทนที่ใบเก่าที่โทรมเต็มที

บวกลบกันแล้วก็ยังเหลือเงินกำไรอยู่อีก 1,000 บาท ผมกับคุณก็มาตัดสินใจว่าจะแบ่งกันคนละครึ่ง

ไอ้เงินก้อนที่หุ้นส่วนแบ่งครึ่งกันนี่แหละครับที่เรียกว่า "เงินปันผล"

 

เพราะฉะนั้น .... ถ้าร้านขายข้าวไข่เจียวไม่มี "กำไร" ก็จะไม่จ่าย "เงินปันผล"

 

แต่ถ้าร้านขายไข่เจียวมี "กำไร" ที่ "เยอะขึ้น" ก็จ่าย "เงินปันผล" ให้เราได้ "มากขึ้น"

 

เข้าใจได้ไม่ยากเลย... จริงมะ?