Sunday, December 26, 2010

20 เคล็ดลับการลงทุน (ตอนที่ 1/4)

4 บทความนับจากนี้ จะเป็นการพูดถึงเคล็ดลับการลงทุนทั้งหมด 20 ข้อ ที่ทาง Morningstar ซึ่งเป็นสถาบันวิเคราะห์หลักทรัพย์ชื่อดังได้เสนอเอาไว้ และผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่นักลงทุนทั้งมือเก่าและมือใหม่ ที่จะเอาไว้คอยเตือนใจให้อยู่ในแนวทางการลงทุนระยะยาวที่ถูกต้อง

ทั้ง 20 ข้อจะถูกแบ่งออกเป็น 4 บทความ โดยเสนอบทความละ 5 ข้อ เพื่อไม่ให้แต่ละโพสต์ยาวเกินไปจนขี้เกียจอ่านกันนะครับ

  1. อย่าเยอะ : ในที่นี้คือการพยายามทำให้การลงทุนเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายเข้าไว้ครับ อย่าไปใส่สูตร ลากกราฟ หรือลนแท่งเทียนให้มากจนเกินไปนัก นั่นเพราะการลงทุนไม่ใช่เรื่องของการซื้อๆขายๆหุ้นตามสูตรคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนแต่อย่างใด แต่การลงทุนเป็นเรื่องที่ตั้งอยู่บนเหตุผลที่เรียบง่าย นั่นคือลงทุนในธุรกิจที่มีกำไร มีอนาคตที่ดี ในราคาที่เหมาะสม หรือมีส่วนลดมากๆได้ยิ่งดี ซึ่งถ้าเราเน้นให้ตรงจุด ในข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผลและเรียบง่าย การประสบความสำเร็จในการลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่อย่างใด
  2. ตั้งเป้าหมายแต่พอประมาณ : อย่าไปคิดว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องที่ทำให้รวยได้ง่ายๆ และรวยเร็วๆ เป็นอันขาด เพราะถึงแม้ว่าหุ้นสามัญจะถือเป็นทรัพย์สินที่มีประวัติการสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงเป็นอันดับต้นๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกๆคนจะได้ผลตอบแทนเป็น 100% ภายในระยะเวลาสั้นๆตลอดเวลา (เว้นแต่จะเป็นกลุ่มเก็งกำไรที่มีโชคดีช่วยเหลือหลายๆครั้งติดๆกัน) ซึ่งสถิติผลตอบแทนจากหุ้นสามัญโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 10-12% ต่อปี ดังนั้นการตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้แต่พอประมาณ จะทำให้เราไม่เข้าไปติดบ่วงกับการซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไรตามสูตรรวยแบบเร็วๆแต่ฉาบฉวย เอาเป็นว่ารวยช้าๆแต่มั่นคงนั่นแหละดีที่สุดครับ
  3. ลงทุนระยะยาว : ในระยะสั้น ตลาดหุ้นจะวิ่งขึ้นๆลงๆสลับกันไป ตามแต่ว่าจะมีข่าวดีหรือข่าวร้ายรายวันออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะคาดการณ์ตลาดหุ้นในระยะสั้นว่าจะขึ้นหรือลงได้อย่างแม่นยำ ด้วยเหตุนี้เราจึงควรมุ่งเน้นไปที่การลงทุนระยะยาวที่จะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการคิดที่จะรวยเร็วๆ ใครก็ตามที่ลงทุนซื้อหุ้นที่มีคุณภาพ ทำธุรกิจมีกำไร และมีการเติบโตต่อเนื่อง แม้ราคาของหุ้นไม่ได้ขยับขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่ตัวเองคิดไว้ ก็ขอให้ใช้ความอดทนอีกสักหน่อย ศึกษาและทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าธุรกิจของหุ้นนั้นดีจริงๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง เพราะในที่สุดตลาดหุ้นในระยะยาวนั้นคือเครื่องชั่งน้ำหนักที่ค่อนข้างเที่ยงตรงสำหรับหุ้นที่มีคุณภาพดี
  4. นิ่งสงบสยบเคลื่อนไหว (ซะบ้าง) : โลกของเราปัจจุบันนี้เป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสารมากมายที่รวดเร็ว ฉับไว จนบางครั้งก็เหนื่อยที่จะต้องติดตาม ยิ่งเป็นเรื่องของการลงทุนด้วยแล้ว ข่าวสารพวกนี้ยิ่งเยอะจนนับไม่หวาดไม่ไหว แค่ในประเทศยังไม่พอ ยังมีของต่างประเทศมาผสมโรงเข้าไปอีก ไหนจะดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ (เดี๋ยวต่อไปถ้ามีราคาน้ำส้มเข้มข้นมาให้ซื้อขายกันก็คงจะฮาดี) ข้อมูลพวกนี้เราจะเพลาๆการเสพลงบ้างก็ได้ เพราะความสามารถในการลงทุนในหุ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เรารู้ว่าวันนี้ทองราคาเท่าไหร่ หรือพรุ่งนี้ดาวโจนส์จะขึ้นหรือจะลง แต่การทำใจให้สงบ ไม่หวั่นไหวไปกับข่าวสารมากมาย จะทำให้เรามีเวลามากขึ้นในการที่จะจดจ่ออยู่กับธุรกิจที่เราลงทุนอยู่ ว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไร มีจุดอ่อนหรือจุดแข็งเพิ่มขึ้นหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้นักลงทุนประสบความสำเร็จในระยะยาวได้มากกว่า แถมไม่ต้องปวดหมองกับข่าวสารที่มากเกินไปอีกด้วย
  5. ทำตัวให้สมกับเป็นเจ้าของธุรกิจ : ขอยืนยัน นั่งยัน ตีลังกาขาคู่ยันอีกครั้งว่า หุ้นไม่ได้เป็นสินค้าสำหรับซื้อขายในตลาด แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นหุ้นส่วน หรือความเป็นเจ้าของร่วมกันในธุรกิจของหุ้นนั้นๆ ดังนั้นเมื่อเราซื้อหุ้น เราก็เปรียบเสมือนเจ้าของธุรกิจคนหนึ่ง เราจึงควรทำตัวให้เหมือนกับผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจพึงกระทำ เช่น ฝึกอ่านและวิเคราะห์งบการเงินให้เป็นนิสัย เพื่อสังเกตความผิดปกติทั้งในทางที่ดีและไม่ดีของธุรกิจของเราเอง หรือการวิเคราะห์อนาคตของธุรกิจว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้การลงทุนของเราตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้นอีกด้วย

เป็นไงบ้างครับกับเคล็ดลับในการลงทุน 5 ข้อแรกที่เอาฝากกัน ใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไรก็สามารถแสดงความคิดเห็นกันเข้ามาได้นะครับ และคราวหน้าเตรียมพบกับอีก 5 ข้อต่อไปใน Thaidividend.com ครับ

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

Sunday, December 19, 2010

แต้มต่อทางธุรกิจ

การทำธุรกิจในโลกทุนนิยมนั้น เป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องพบเจอกับคู่แข่งทางธุรกิจ ซึ่งทำธุรกิจที่คล้ายกันกับเรา เช่น ขายสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกัน หรือคล้ายกัน เป็นต้น ธุรกิจที่มีสิ่งที่เรียกว่า "แต้มต่อทางธุรกิจ" ที่มากกว่า ก็จะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ธุรกิจนั้นๆมียอดขายและกำไรที่สูงกว่าคู่แข่ง แถมยังสามารถป้องกันการเข้ามาแย่งชิงยอดขายของคู่แข่งรายใหม่ๆได้อีกด้วย เนื่องจากแต้มต่อทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจะทำให้คู่แข่งรายใหม่ๆเกรงใจ ไม่กล้าเข้ามาสู้ด้วยซึ่งๆหน้านั่นเอง

การเลือกลงทุนในหุ้นที่เน้นกระแสเงินสดจากเงินปันผลเป็นสำคัญนั้น นักลงทุนก็ต้องคำนึงถึงแต้มต่อทางธุรกิจเหล่านี้ด้วย เพราะจะทำให้เรามั่นใจได้ว่า ผลกำไรที่บริษัททำได้ ณ วันนี้ จะยังคงอยู่ได้ในระยะยาว และยังสามารถเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆอีกด้วย เพื่อให้ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้นปันมาเป็นเงินปันผลให้เราได้รับเพิ่มขึ้นในปีต่อๆไปนั่นเอง

ถ้าเช่นนั้นแต้มต่อทางธุรกิจหลักๆนั้นมีอะไรบ้างหนอ?

  1. ต้นทุนต่ำ : บริษัทใดก็ตามที่ผลิตสินค้าและบริการด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง จะมีแต้มต่อที่น่ากลัวมากเมื่อเกิดสงคราวราคาขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อถึงช่วงเวลาวิกฤติที่ต้นทุนอาจสูงขึ้นชั่วคราว หรือจำเป็นที่จะต้องลดราคาขายสินค้าหรือบริการลง บริษัทที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าจะมีโอกาสอยู่รอดได้นานกว่า เพราะบริษัทที่มีต้นทุนที่สูงจะประสบภาวะกำไรลดต่ำลงหรือแม้กระทั่งขาดทุนมากกว่าจากภาวะวิกฤตินี้จนบางบริษัทอาจต้องออกจากตลาดไป และหนำซ้ำเมื่อบริษัทคู่แข่งออกจากตลาดย่อมทำให้ลูกค้าของคู่แข่งนั้นๆมีโอกาสย้ายมาซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทที่มีต้นทุนต่ำกว่าที่ยังอยู่รอดอีกด้วย
  2. เปลี่ยนยาก : แต้มต่อข้อนี้อยู่ตรงที่สินค้าหรือบริการบางชนิด เราสะดวกที่จะใช้ของเดิมจากบริษัทเดิมๆ มากกว่าจะไปลองใช้ของใหม่จากบริษัทคู่แข่ง เหตุผลอาจเป็นเพราะเราไม่ค่อยสะดวกที่จะเปลี่ยน, ไม่เชื่อมั่นในคุณภาพ หรือการเปลี่ยนไปใช้สินค้าของคู่แข่งเป็นเรื่องยุ่งยาก เช่น การไปหาคุณหมอเพื่อฝากครรภ์ เมื่อฝากครรภ์เรียบร้อยแล้ว ว่าที่คุณแม่ก็จะไปหาคุณหมอคนเดิมจนกว่าจะครบกำหนดคลอด การเปลี่ยนหมอที่ดูแลลูกในท้องของคุณแม่กลางคันอาจเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกและมีความยุ่งยาก รวมไปถึงคุณแม่อาจไว้ใจคุณหมอคนเก่ามากกว่า เป็นต้น หรือการเราคิดจะเปลี่ยนไปใช้งานคอมพิวเตอร์ระบบแม็คอินท็อชของแอ๊ปเปิ้ล ในขณะที่เพื่อนร่วมงานทั้งบริษัทยังคงใช้ระบบวินโดวส์ของไมโครซอฟต์กันหมด ก็อาจจะเกิดปัญหาติดขัดไม่สะดวกเวลาที่ต้องทำงานร่วมกันได้ เราก็อาจจะตัดสินใจใช้ของเดิมต่อไปเพราะเห็นว่าสะดวกกว่า เป็นต้น
  3. พวกมากลากไป : สินค้าหรือบริการบางชนิดสร้างแต้มต่อให้กับตัวเองได้จากการที่มีเครือข่ายของคนนิยมใช้เยอะกว่าชาวบ้านเขา เช่น เวบไซต์ขายของออนไลน์ ถ้าเวบไหนคนใช้งานเยอะก็จะเรียกลูกค้าได้มากกว่า คนที่ต้องการประกาศขายก็จะประกาศที่เวบนี้กันหมด เพราะเชื่อว่าเป็นแหล่งที่คนซื้อจะเข้ามาหาซื้อสินค้าเยอะกว่าเวบอื่นๆด้วย ยิ่งนานวันเข้า เมื่อคนซื้อคนขายเยอะขึ้นเรื่อยๆก็จะยิ่งทำให้แต้มต่อของธุรกิจเวบไซต์ขายของแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆไม่มีหยุด เป็นต้น
  4. สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน : แต้มต่อประเภทนี้ได้แก่สินทรัพย์ประเภท สิทธิบัตรทางการค้า, ตราสินค้า, ลิขสิทธิ์, สัญญาทางการค้าที่ทำไว้กับรัฐบาล หรือแม้แต่ความได้เปรียบในเรื่องภูมิศาสตร์ เช่น ทำเลที่ดินในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทที่มีแต้มต่อประเภทนี้ยกตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีแบรนด์ที่แข็งแรง ลูกค้าติดใจไม่ยอมเปลี่ยนใจไปซื้อของของคู่แข่ง หรือบริษัทที่ได้รับสัมปทานระยะยาวจากภาครัฐแต่เพียงผู้เดียวซึ่งทำให้ไม่มีคู่แข่งคนใดมาแย่งส่วนแบ่งตรงนี้ได้เลยตลอดระยะเวลาสัมปทานดังกล่าวเป็นต้น

แต้มต่อทั้งสี่ประเภทนี้ค่อนข้างครอบคลุมแต้มต่อทั้งหมดที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจะมีได้เหนือคู่แข่งคนอื่นๆ เราในฐานะนักลงทุนก็ควรจะเลือกหาบริษัทที่มีแต้มต่อเหล่านี้อยู่กับตัว อาจจะมีข้อเดียว หรือหลายข้อผสมผสานกันก็ได้ แต่เราจะต้องมั่นใจด้วยว่า แต้มต่อดังกล่าวนั้นมีความแข็งแรงเพียงพอในระยะยาว อันจะทำให้บริษัทที่เราเลือกลงทุนมีความมั่นคงและทำกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมาแบ่งให้นักลงทุนในรูปของเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นต่อไปครับ

 

Saturday, December 11, 2010

Entertainment -- Forget You -- by Cee Lo Green

แม้ชื่ออาจจะใหม่ ไม่ชินหู แต่พ่อหนุ่มผิวดำคนนี้ไม่ใช่ศิลปินหน้าใหม่แต่อย่างใด

ถ้าใครเคยได้ยินเพลง Crazy เพลงสุดฮิปของ Gnarls Barkley น่าจะรู้จัก Cee Lo Green

ก็เขานี่แหละครับ คนเดียวกันเลย

มาคราวนี้เอาแนวเพลงโซลมาใส่ซะเต็มที่ ควบด้วยจังหวะมันส์ๆและกลิ่นอายดนตรีเต้นรำของคนแอฟริกัน-อเมริกันที่ทำให้โยกตัวตามได้เพลินๆ

เพลงนี้ชื่อ Forget You เนื้อหาว่าด้วยหนุ่มที่ถูกหักอก และอยากจะประกาศให้โลกรู้ว่า "กูลืมเค้าได้แล้วโว้ยยยยย" ผ่านทางเพลงนี้นี่แหละครับ

กระซิบนิดนึงว่าเพลงนี้มีอีก Version ที่ฟังแล้วต้องสะดุ้ง จนผมไม่กล้าเอา Version นั้นมาลง กลัวโดนเซ็นเซอร์

ถ้าใครอยากรู้ว่า Version นั้นเป็นอย่างไร ก็ลองคลิกเข้าไปหาฟังใน Youtube นะครับ (มีคนคลิกฟังแล้วกว่า 29 ล้านครั้งแน่ะ)

บอกตามตรง ผมชอบ Version นั้นมากกว่านะ :D

 

 

Wednesday, December 8, 2010

ทรัพย์สินมี 3 อย่าง

เราเคยพูดถึงลักษณะสำคัญของ "หนี้สิน" กันไปแล้วในบทความที่ชื่อว่า "อย่าเป็นหนี้!!!" ( http://thaidividend.com/31560862 )

สรุปกันสั้นๆอีกสักครั้งว่าหนี้สินก็คือ "อะไรก็ตามที่ดึงเงินออกจากกระเป๋าของเราอยู่เรื่อยๆ และก่อให้เกิดรายจ่ายมากกว่ารายได้"

เมื่อเข้าใจเรื่องของหนี้สินแล้ว เราก็ควรจะมาทำความเข้าใจกับขั้วตรงข้ามของหนี้สิน ซึ่งก็คือ "ทรัพย์สิน" นั่นเอง

ในเมื่อหนี้สินคือสิ่งที่สร้างรายจ่ายมากกว่ารายได้ เพราะฉะนั้นเราก็บัญญัติความหมายของทรัพย์สินได้ไม่ยากว่า ทรัพย์สินก็คือ "อะไรก็ตามที่นำเงินเข้ากระเป๋าเราอยู่เรื่อยๆ และก่อให้เกิดรายได้มากกว่ารายจ่าย"

มาถึงตรงนี้คำถามสำคัญก็คือ อะไรบ้างที่เป็นทรัพย์สิน? และอะไรบ้างที่เป็นหนี้สิน?

เรียนตามตรงว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้สามารถเป็นทรัพย์สินและเป็นหนี้สินได้ทั้งสิ้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการจัดการ และการนำไปใช้งานของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตามแต่ มันย่อมต้องบางสิ่งบางอย่าง ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นทรัพย์สินได้มากกว่าหนี้สิน ซึ่งในที่นี้ผมจะขอยกมา 3 อย่างหลักๆ ดังนี้ครับ

  1. ธุรกิจ : การผลิตและจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่เป็นที่ต้องการ หรือคาดว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดได้ ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่คนเราจะมีได้ ข้อแม้อย่างเดียวที่จะทำให้ธุรกิจเป็นทรัพย์สินก็คือ มันต้องสามารถทำกำไรได้ เพราะถ้าหากทำธุรกิจแล้วขาดทุน มันก็จะกลายสภาพเป็นหนี้สินก้อนโตให้เราไปในทันที อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ธุรกิจคือแหล่งทรัพย์สินที่มั่งคั่งที่สุด และทำเงินได้เร็วที่สุด มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก ร่ำรวยขึ้นจากการทำธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งสิ้น
  2. อสังหาริมทรัพย์ : ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายถือเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติของความเป็นทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินเช่นกัน ราคาค่อนข้างมีเสถียรภาพ และมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นมากกว่าอย่างอื่น ในอนาคตหากอสังหาริมทรัพย์อยู่ในทำเลที่ดีและเป็นที่ต้องการสูง เช่น ในเขตใจกลางเมือง ราคาของมันย่อมถีบตัวสูงขึ้นกว่าเดิม และทำกำไรให้แก่ผู้ที่ซื้อไว้ก่อน นี่ยังไม่รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถให้เช่าได้ เช่น อาคารพาณิชย์ในย่านการค้า, อพาร์ทเมนท์, บ้านพักตากอากาศในสถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งจะนำรายได้ในรูปแบบของค่าเช่ามาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อย่างสม่ำเสมออีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าใครตาแหลม ดูที่เป็น เน้นให้เช่า เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเลยทีเดียว
  3. ตราสารทางการเงิน : ในที่นี้หมายรวมถึงเงินฝากธนาคารรูปแบบต่างๆ, ตั๋วสัญญาใช้เงิน, ตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, ตราสารทุน เช่น หุ้นสามัญ รวมถึงกองทุนรวมต่างๆที่อยู่ในระบบการเงิน ทรัพย์สินที่เป็นตราสารทางการเงินเหล่านี้จะสร้างรายได้ในรูปแบบของดอกเบี้ย และเงินปันผล รวมไปถึงผลกำไรที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ราคาของทรัพย์สินนั้นเพิ่มขึ้นในแต่ละปี

มองไปรอบๆตัวเราแล้วลองตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆดูว่า สิ่งใดที่จะทำเงินให้เราได้บ้าง ก็จะเห็นว่าทั้งหลายทั้งปวงมักจะตกอยู่ในทรัพย์สิน 3 อย่างนี้ทั้งสิ้น

รถยนต์ ถ้าซื้อมาขับเองตามปกติ มันจะสร้างรายจ่ายมากกว่ารายได้ เท่ากับเป็นหนี้สิน แต่ถ้าซื้อมาเป็นเครื่องมือทำมาหากิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจขนส่งสินค้า มันก็สามารถกลายเป็นทรัพย์สินในเชิงธุรกิจได้

บ้าน ถ้าถามว่าบ้านเป็นทรัพย์สินหรือหนี้สิน? บางคนอาจบอกว่าเป็นทรัพย์สิน นั่นเพราะราคาบ้านในทำเลที่ดีนั้นมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าหากอีกคนหนึ่งไปซื้อบ้านในทำเลที่ไม่ดี หรือโชคร้ายไปซื้อในที่ดินที่ต่อมาอยู่ต่ำกว่าถนน กลายเป็นบ้านที่มีน้ำท่วมอยู่บ่อยๆ ราคาของบ้านย่อมไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด ยังไม่รวมค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบำรุงรักษาบ้านทั้งหลายแหล่ที่จ้องจะดึงเงินของเราออกไปตลอดเวลา เช่นนี้แล้วบ้านก็อาจจะกลายเป็นหนี้สินไปโดยไม่ได้เจตนา

โทรศัพท์มือถือ บางคนบอกมือถือเป็นหนี้สินแน่นอน เพราะซื้อมาปุ๊บราคาก็ตกปั๊บ แถมต้องมีค่าโทรศัพท์ให้จ่ายทุกเดือนอีกด้วย แต่ถ้าเราเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือ และซื้อโทรศัพท์มือถือมาขายต่อ เจ้ามือถือก็กลายเป็นทรัพย์สินในเชิงธุรกิจสำหรับเขาได้เช่นกัน

หุ้น ดูเหมือนว่าจะเป็นทรัพย์สินในรูปแบบตราสารทางการเงินแน่นอน เพราะถ้าซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นขึ้น เราก็ได้กำไร แถมระหว่างทางยังมีเงินปันผลจ่ายให้เราอีกต่างหาก แต่กลับกันถ้าเราเลือกไม่ดี ไปเลือกเอาหุ้นที่ไม่มีคุณภาพ ทำธุรกิจขาดทุนตลอด ราคาหุ้นก็ตกเอาๆ เงินปันผลก็หดลงเรื่อยๆ แบบนี้หุ้นก็กลายสภาพจากทรัพย์สินเป็นหนี้สินไปโดยปริยาย

ครับ พูดมาซะยืดยาว สุดท้ายก็เพียงแค่อยากจะบอกว่า ทรัพย์สินส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ก็แบ่งได้หลักๆออกเป็น 3 อย่างนี้นี่แหละครับ

และหลักของความมั่งคั่งก็คือ "มีรายได้จากทรัพย์สินให้มากกว่ารายจ่ายจากหนี้สิน" ซึ่งจะเป็นหนทางให้คุณไปสู่อิสรภาพทางการเงินในที่สุด

วันนี้คุณมีทรัพย์สินแล้วหรือยังครับ?

 

 

Thursday, December 2, 2010

เจ้าแม่เงินปันผล -- เจอรัลดีน ไวซ์ (The Grande Dame of Dividends -- Geraldine Weiss)

หากให้เอ่ยชื่อนักลงทุนชื่อดังในโลกใบนี้ เชื่อว่านักลงทุนทุกคนคงเอ่ยนามได้หลายคนอยู่ แต่เคยสังเกตมั๊ยครับ ว่าทำไมมีแต่ผู้ชายทั้งนั้นเลย?

นักลงทุนที่เป็นผู้หญิงแล้วมีชื่อเสียงด้วยนั้นมีบ้างไหมหนอ?

ผมค้นหาใน Google ซ้ำไปซ้ำมา

เหลือเชื่อครับ ..... เจอแค่คนเดียวเอง.... เธอชื่อ Geraldine Weiss

("ใคร_ะ?" ผมนึกในใจ)

แต่พอได้ลองอ่านประวัติและแนวคิดทางด้านการลงทุนของเธอก็รู้สึกได้ว่ามีความประจวบเหมาะกับเนื้อหาใน Thaidividend พอดิบพอดี เพราะเธอเป็นนักลงทุนที่เน้นหนักไปที่การจ่ายเงินปันผลของบริษัทเป็นอย่างมาก จนผมอดไม่ได้ที่อยากจะเอาแนวคิดดังกล่าวมาบอกต่อให้สมาชิก Thaidividend ทุกคนได้อ่านกันครับ

บทสัมภาษณ์ของ Geraldine Weiss ในนิตยสาร Forbes

ถ้าเช่นนั้น อะไรคือสิ่งที่กำหนดมูลค่า? คนส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเลขผลกำไรคือสิ่งที่กำหนดมูลค่า แต่บริษัทก็สามารถตบแต่งผลกำไรให้ผิดจากความเป็นจริงได้เสมอ ดังตัวอย่างแบบบริษัทเอนรอนเป็นต้น เงินปันผลต่างหากที่เป็นตัวเงินจริงๆ และเป็นจุดเด่นสำคัญของหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง (blue chip stock) หากบริษัทใดไม่จ่ายเงินปันผล ก็เท่ากับเรากำลังเก็งกำไรจากราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว ดิฉันเชื่อมั่นในแนวคิดดังกล่าว และศึกษาประวัติของหุ้นหลายตัว จนได้ตระหนักว่าหุ้นแต่ละตัวมีรูปแบบการจ่ายเงินปันผลเฉพาะตัวแตกต่างกันไป บ้างก็จ่ายมาก บ้างก็จ่ายน้อย เห็นได้ชัดว่าในช่วงเวลาที่หุ้นจ่ายเงินปันผลมากๆ นั่นเป็นเวลาที่เหมาะกับการซื้อหุ้น และเมื่อหุ้นจ่ายเงินปันผลน้อยลง นั่นก็ถือเป็นเวลาในการพิจารณาขายหุ้นออกไป 

หลังจากที่ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลในหุ้นอย่างหนัก ดิฉันสังเกตเห็นว่าการจ่ายเงินปันผลมากหรือน้อยของหุ้นแต่ละตัวมักจะเกิดขึ้นติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง หุ้นบางตัวอาจมีราคาต่ำกว่ามูลค่าเมื่ออัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 4% หรือ 5% หรือ 6% ในขณะที่หุ้นบางตัวอาจมีราคาต่ำกว่ามูลค่าของมันเมื่ออัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 2% หรือ 3% แต่การจ่ายเงินปันผลสูงๆอย่างต่อเนื่องคือสิ่งที่จะบ่งบอกถึงช่วงราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของหุ้นนั้นๆ (ซึ่งเป็นเวลาที่เราจะซื้อหุ้น) และการจ่ายเงินปันผลน้อยๆติดต่อกันหลายๆปีก็คือสิ่งบ่งบอกถึงช่วงราคาที่หุ้นมีราคาสูงกว่ามูลค่าของมัน (ซึ่งเป็นเวลาที่เราจะขายหุ้น)

ดูจากหลักการของเธอแล้ว Weiss เป็นนักลงทุนประเภทที่ยึดติดกับเงินปันผลแบบสุดโต่งเลยทีเดียว เธอมีหลักเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นแบบที่เน้นการจ่ายเงินปันผลและความสามารถที่จะจ่ายเงินปันผลเหล่านั้นได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอนเป็นหลัก แบ่งเป็นข้อๆได้ดังนี้ครับ

  1. มีการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 ครั้งในรอบ 12 ปี
  2. บริษัทถูกจัดให้อยู่ในระดับเกรด A โดยสถาบันจัดอันดับ Standard & Poor
  3. มีหุ้นอย่างน้อย 5 ล้านหุ้นขึ้นไป เพื่อสภาพคล่องของการซื้อขาย และป้องกันการปั่นหุ้น
  4. มีผู้ถือหุ้นที่เป็นนักลงทุนสถาบันอย่างน้อย 80 สถาบัน
  5. มีประวัติจ่ายเงินปันผลติดต่อกันโดยไม่เคยขาดช่วงเลยเป็นเวลาอย่างน้อย 25 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าหุ้นตัวนั้นๆสามารถจ่ายปันผลได้ทุกปีจริงๆ
  6. บริษัทต้องมีตัวเลขผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 7 ปี จาก 12 ปีล่าสุด เพื่อพิสูจน์ว่าหุ้นนั้นๆสามารถเอาตัวรอดมาได้ในช่วงภาวะวิกฤติ

หลักเกณฑ์ทั้ง 6 ข้อข้างต้น บางข้ออาจไม่สามารถใช้ได้กับบริบทของประเทศไทย แต่ก็ถือเป็นแนวคิดคร่าวๆที่ให้เราได้ศึกษาและนำไปปรับใช้ได้เช่นกัน อย่างเช่นหุ้นที่มีนักลงทุนสถาบันถืออยู่เป็นจำนวนมากพอสมควร แม้ไม่ถึง 80 สถาบัน แต่ถ้ามากพอ แปลว่าหุ้นนั้นๆต้องมีขนาดใหญ่ และในขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันการปั่นหุ้นได้ในระดับหนึ่งอีกด้วย

กรณีตัวอย่างที่ทำให้เราเข้าใจการลงทุนของ Geraldine Weiss ได้ดีขึ้นอีก อยู่ที่บทสัมภาษณ์อีกบทหนึ่งที่ผมแปลมาให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

"ตัวอย่างเช่น ถ้าหากพิจารณาตามประวัติหุ้นแล้วเห็นว่า ทุกๆครั้งในช่วงที่ราคาหุ้นนั้นๆพุ่งขึ้นสูงสุด จนทำให้อัตราการจ่ายเงินปันผลต่อราคาหุ้นลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 2% แล้วหยุดอยู่แค่ตรงนี้เสมอ ก็ให้ถือช่วงที่เงินปันผลต่อราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ 2% เป็นเวลาในการขายหุ้น และในทุกๆครั้งที่เกิดวิกฤติแล้วทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลง จนอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 5% แล้วหยุดอยู่แค่ตรงนั้นเสมอ ก็ให้ถือช่วงที่เงินปันผลต่อราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ 5% เป็นช่วงเวลาสำหรับการซื้อหุ้น"

ปี 2008 ราคาหุ้นของ SCC ตกลงไปมาก จนเงินปันผลเทียบกับราคาหุ้นคิดเป็นประมาณ 14.5% ซึ่งถึงว่าสูงมาก ถ้าใครเชื่อ Geraldine Weiss เข้าซื้อหุ้นในราคานั้น พอมาถึง ปี 2010 ราคาหุ้นของ SCC ก็พุ่งจาก ปี 2008 ถึง 3 เท่าตัวเลยทีเดียว และเงินปันผลเทียบกับราคาหุ้นก็ลดลงเหลือเพียงประมาณ 2.4% เท่านั้น และที่ราคานี้อาจเป็นเวลาสำหรับการขายหุ้นแบบที่ Weiss เสนอเอาไว้ คนที่เชื่อแนวคิดนี้ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมทีเดียว

ในทางกลับกัน ปี 2008 ราคาหุ้นของ CPF ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง แม้จะตกลงไปมาก แต่เงินปันผลเทียบกับราคาหุ้นก็คิดเป็นประมาณ 2.8% เท่านั้น ซึ่งไม่ได้สูงอะไร แต่พอปี 2010 ราคาหุ้นของ CPF กลับก้าวกระโดดไปได้ถึง 8 เท่าตัว และจ่ายเงินปันผลเทียบกับราคาหุ้นที่ประมาณ 2.9% ซึ่งนั่นหมายความว่าหากเรายึดหลักแบบ Weiss มากเกินไป เราก็อาจจะพลาดการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงมากๆก็เป็นได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่าแนวคิดของ Weiss ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดของเธอก็ถือเป็นหลักการที่สำคัญเบื้องต้นของการลงทุนในหุ้นที่เน้นเงินปันผลเป็นหลัก ซึ่งผมอยากจะให้ได้ลองศึกษากันดู

สุดท้ายเธอพูดไว้อย่างน่าสนใจว่า...

"การจะประสบความสำเร็จในการลงทุนไม่ใช่เรื่องใหญ่ถึงขนาดต้องผ่าตัดสมอง แท้ที่จริงแล้วใครๆก็สามารถประสบความสำเร็จในเรื่องการลงทุนได้ทั้งนั้น เคล็ดลับก็คือการไม่มีเคล็ดลับใดๆทั้งสิ้น หลักการง่ายๆเพียงข้อเดียวก็คือการซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของมัน และขายหุ้นเมื่อราคาหุ้นนั้นสูงกว่ามูลค่าของมัน นั่นแหละคือหนทางไปสู่ความสำเร็จในการลงทุน"

จริงมั๊ยครับ?

Friday, November 26, 2010

Entertainment -- สมจิตร by Ganesha (กาเนชา)

เพิ่งรู้ตัวว่าลืมแทรกเพลง :P

คราวนี้มาที่เพลงไทยกันอีกครั้ง เพราะรู้สึกว่า เพลง "จันทร์เจ้า" ของ Slot Machine ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ดูได้จากมีคนคลิกเข้าไปฟังเกือบ 2,000 คนเข้าไปแล้ว เยอะกว่าบทความการลงทุนซะอีก (แป่ววววว)

เพลงที่อยากจะแนะนำให้ลองฟังคราวนี้เป็นเพลงจากกลุ่มศิลปินเล็กๆที่ชื่อว่า "กาเนชา" ซึ่งก็คือพระพิฆเนศวร์นั่นเอง พวกเขาเล่าประวัติคร่าวๆว่าเป็นการรวมตัวของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งมีองค์พระพิฆเนศวร์เป็นสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย

ใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเจิมเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับวงว่างั้น :)

ชื่อเพลงชื่อว่า "สมจิตร" พูดถึงข้อคิดที่ได้รับจากเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของนักมวยชื่อดัง "สมจิตร จงจอหอ" แล้วเอามาเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง โดยไม่ต้องพึ่งเรื่องรักๆใคร่ๆประเภทเธอรักฉัน ฉันรักเธอ เธอทิ้งฉันไป เธอมีคนใหม่ ฉันเสียใจ ซ้ำไปซ้ำมาอะไรทำนองนั้น ยิ่งมาผสมกับดนตรีแนวฟั้งก์ (Funk) ที่เหมือนจะเน้นจังหวะแน่นๆของกลองเป็นพิเศษ แล้วแทรกด้วยโซล (Soul) จากเสียงประสานเข้าไปอีกนิด ทำให้เพลงนี้ติดหูได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟังเลยทีเดียว

วงเล็กแต่ความสามารถไม่ได้เล็กตามไปด้วย เสียดายอย่างเดียวที่แรงโปรโมตอาจจะน้อยไปนิด ทำให้ไม่ได้เป็นที่รู้จักสำหรับคนหมู่มากในโลกทุนนิยมแบบทุกวันนี้

แต่ถ้าใครชอบ อยากจะสนับสนุน ก็ช่วยกันบอกต่อๆกันไปได้นะครับ

ผมคนหนึ่งล่ะ เชียร์เต็มที่เลยสำหรับวงนี้

Wednesday, November 24, 2010

ความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

หลายๆคนคงเคยได้ยินกันจนเบื่อแล้วว่าดอกเบี้ยทบต้นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากในแวดวงการลงทุน

สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้ยิน ดอกเบี้ยทบต้นก็คือการฝากเงินหรือลงทุนแล้วไม่ถอนเงินเหล่านั้นออกมา โดยปล่อยให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนทบเงินก้อนนั้นไปเรื่อยๆทุกปี

โดยส่วนตัวผมนั้นเคยได้ยินเรื่องความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นมานานมากแล้ว แต่ผมเองกลับไม่ได้รู้สึกว่ามันจะมหัศจรรย์ตรงไหน ก็แค่แนวคิดธรรมดาๆเท่านั้นเอง

จนกระทั่งผมมาเจอกับเรื่องตัวอย่างเรื่องนี้ครับ

  • สมมติ ธนาคาร A ให้ดอกเบี้ยเงินฝาก 10% ทุกปี
  • นาย ก และนาย ข มีอายุ 20 ปีเท่ากัน ต่างรู้จักธนาคาร A และอยากจะฝากเงินกับธนาคาร A กันทั้งคู่ โดยตั้งใจจะฝากเงินปีละ 50,000 บาท
  • เงินของทั้งสองคนเป็นเงินเย็นเจี๊ยบ เพราะฉะนั้น นาย ก และนาย ข จะไม่ถอนเงินออกมาเลย มีแต่จะฝากเพิ่มอย่างเดียว
  • ข้อแตกต่างอย่างเดียวคือ นาย ก เริ่มฝากเงินตั้งแต่อายุ 20 จนเมื่อถึงอายุ 30 ปี นาย ก ตัดสินใจเลิกฝากเงินเพิ่ม แล้วปล่อยทิ้งไว้จนถึงอายุ 60
  • ส่วนนาย ข เริ่มฝากเงินตอนอายุ 30 และฝากเพิ่มทุกปีไปเรื่อยๆจนกระทั่งอายุ 60 ปี ก็ยังไม่หยุดฝาก

มาดูผลลัพธ์กันครับ

 

Normal 0 false false false EN-US X-NONE TH MicrosoftInternetExplorer4 <!-- /* Font Definitions */ @font-face {font-family:"Angsana New"; panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-2130706429 0 0 0 65537 0;} @font-face {font-family:"Cordia New"; panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:swiss; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-2130706429 0 0 0 65537 0;} @font-face {font-family:"Cambria Math"; panose-1:2 4 5 3 5 4 6 3 2 4; mso-font-charset:1; mso-generic-font-family:roman; mso-font-format:other; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:0 0 0 0 0 0;} @font-face {font-family:Calibri; panose-1:2 15 5 2 2 2 4 3 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:swiss; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-520092929 1073786111 9 0 415 0;} /* Style Definitions */ p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal {mso-style-unhide:no; mso-style-qformat:yes; mso-style-parent:""; margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in; line-height:115%; mso-pagination:widow-orphan; font-size:11.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:"Calibri","sans-serif"; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-fareast-font-family:Calibri; mso-fareast-theme-font:minor-latin; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin; mso-bidi-font-family:"Cordia New"; mso-bidi-theme-font:minor-bidi;} .MsoChpDefault {mso-style-type:export-only; mso-default-props:yes; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-fareast-font-family:Calibri; mso-fareast-theme-font:minor-latin; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin; mso-bidi-font-family:"Cordia New"; mso-bidi-theme-font:minor-bidi;} .MsoPapDefault {mso-style-type:export-only; margin-bottom:10.0pt; line-height:115%;} @page Section1 {size:8.5in 11.0in; margin:1.0in 1.0in 1.0in 1.0in; mso-header-margin:.5in; mso-footer-margin:.5in; mso-paper-source:0;} div.Section1 {page:Section1;} -->

อายุ

นาย ก

 

นาย ข

20

50000

                            55,000

     

21

50000

                          115,500

     

22

50000

                          182,050

     

23

50000

                          255,255

     

24

50000

                          335,781

     

25

50000

                          424,359

     

26

50000

                          521,794

     

27

50000

                          628,974

     

28

50000

                          746,871

     

29

50000

                          876,558

     

30

 

                          964,214

 

50000

                          55,000

31

 

                      1,060,636

 

50000

                        115,500

32

 

                      1,166,699

 

50000

                        182,050

33

 

                      1,283,369

 

50000

                        255,255

34

 

                      1,411,706

 

50000

                        335,781

35

 

                      1,552,877

 

50000

                        424,359

36

 

                      1,708,164

 

50000

                        521,794

37

 

                      1,878,981

 

50000

                        628,974

38

 

                      2,066,879

 

50000

                        746,871

39

 

                      2,273,567

 

50000

                        876,558

40

 

                      2,500,923

 

50000

                    1,019,214

41

 

                      2,751,016

 

50000

                    1,176,136

42

 

                      3,026,117

 

50000

                    1,348,749

43

 

                      3,328,729

 

50000

                    1,538,624

44

 

                      3,661,602

 

50000

                    1,747,486

45

 

                      4,027,762

 

50000

                    1,977,235

46

 

                      4,430,538

 

50000

                    2,229,959

47

 

                      4,873,592

 

50000

                    2,507,955

48

 

                      5,360,951

 

50000

                    2,813,750

49

 

                      5,897,046

 

50000

                    3,150,125

50

 

                      6,486,751

 

50000

                    3,520,137

51

 

                      7,135,426

 

50000

                    3,927,151

52

 

                      7,848,969

 

50000

                    4,374,866

53

 

                      8,633,865

 

50000

                    4,867,353

54

 

                      9,497,252

 

50000

                    5,409,088

55

 

                    10,446,977

 

50000

                    6,004,997

56

 

                    11,491,675

 

50000

                    6,660,497

57

 

                    12,640,842

 

50000

                    7,381,546

58

 

                    13,904,927

 

50000

                    8,174,701

59

 

                    15,295,419

 

50000

                    9,047,171

60

 

                    16,824,961

 

50000

                  10,006,888

 

 

ครับ อย่างที่เห็นจากตารางข้างต้นนั่นแหละครับ

ทั้งๆที่นาย ก เริ่มลงทุนฝากเงินก่อนแค่ 10 ปี แม้จะหยุดฝากเงินตอนอายุ 30 ปี แต่ลงท้ายกลับมีเงินมากกว่า นาย ข ที่ลงทุนใส่เงินทุกปีจนถึงอายุ 60 ปี เสียอีก

แถมไม่ได้มากกว่าแค่นิดๆหน่อยๆนะครับ 6.8 ล้านบาท ถือเป็นส่วนต่างที่น่าตกใจเลยทีเดียว

สิ่งที่เราได้รับจากเรื่องนี้นอกจากความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นแล้ว ยังมีเรื่องของการเริ่มต้น "ออมก่อนรวยกว่า" และนั่นหมายรวมถึง "ลงทุนก่อนรวยกว่า" ด้วย

อีกอย่างคือ กำลังใจสำหรับคนที่เริ่มด้วยเงินลงทุนน้อยๆ ให้เอาอย่างนาย ก ครับ เริ่มให้เร็ว และฉลาดในการลงทุน ด้วยเงิน 50,000 ต่อปี คุณก็กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านเมื่ออายุ 31 ได้สบายแล้วครับ ในขณะเดียวกันหากเริ่มช้าแบบ นาย ข กว่าจะได้เงินล้านก็โน่นนนน อายุ 40 ปีแน่ะ

นี่ยังไม่รวมว่าเงิน 50,000 ที่นาย ก ไม่ได้เอามาฝากแล้ว แต่เอาไปลงทุนอย่างอื่นที่อาจได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 10% นี้อีกล่ะ ไม่ต้องเดาเลยว่าช่องว่างระหว่างผลลัพธ์ของนาย ก และนาย ข เมื่ออายุ 60 ปี จะต้องมากกว่านี้อีกแน่นอน

เอาล่ะครับ หลายคนอาจมีคำถามว่า ถ้าเป็นแบบตารางนี้ไปเรื่อยๆ จะมีวันไหนมั๊ยที่จำนวนเงินของ นาย ข จะตามนาย ก ทัน....?

คำตอบคือ...

ไม่มีวันทันครับ (ไม่เชื่อลองคำนวณดู)

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

Thursday, November 18, 2010

5 อย่า (ในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ)

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

เวบไซต์ Moneyning.com อีกเช่นเคยที่ก่อให้เกิดโพสต์นี้ขึ้น แม้จะเป็นเวบไซต์ต่างประเทศ แต่ข้อคิดทางด้านการลงทุนของเขาสามารถเอามาปรับใช้ได้กับนักลงทุนทั่วไป ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหนก็ตามได้เป็นอย่างดี อาจจะมีแตกต่างบ้างตามบริบทของเวลาและสถานที่ แต่นักลงทุนที่รู้จักพลิกแพลงเทคนิคย่อมได้ประโยชน์เสมอครับ

ในการลงทุนในหุ้นมีสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเบื้องต้นอยู่ โดยเฉพาะกับคนที่เชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาวแล้วล่ะก็ "5 อย่า" นี้คือสิ่งแรกๆที่ควรจะรับรู้ไว้บ้าง

  1. อย่าเดาทิศทางตลาด : ถ้านักลงทุนทุกคนสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าหุ้นจะตกเมื่อไหร่ และจะขึ้นเมื่อไหร่ ป่านนี้ทุกคนคงรวยเป็นพันล้านกันไปหมดแล้ว ซึ่งความจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดการณ์ตลาดได้ถูกต้องตลอดเวลา บางคนอาจเดาถูกบ้างและได้ผลตอบแทนที่ดีจนคนอื่นพากันอิจฉา แต่วันใดที่เกิดเดาผิดขึ้นมาแล้วเสียเงินเยอะๆ คนที่หัวเราะดังกว่าก็คือคนที่เน้นการลงทุนระยะยาวและได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอมากกว่านั่นเอง
  2. อย่ายอมให้ตลาดปั่นหัวเรา : เวลาหุ้นขึ้นเยอะๆ นักลงทุนจำนวนมากที่กลัวการ "ตกรถ" มักจะอดใจไม่ไหวและเข้าลงทุนในช่วงที่หุ้นร้อนแรงมากๆ และสุดท้ายก็พบว่าตัวเองไป "ติดอยู่บนดอย" เมื่อราคาหุ้นที่คิดว่าจะขึ้นต่อกลับดิ่งหัวตกลงมา ถึงตรงนี้ความกลัวว่าจะขาดทุนมากไปกว่านี้ทำให้ตัวเองขายหุ้นเพื่อ "ตัดขาดทุน" และสุดท้ายก็กลับกลายเป็นว่าหุ้นตัวนั้นดีดตัวกลับขึ้นไปใหม่ ... ชีวิตนี้ช่างโหดร้ายจริงๆ... วิธีแก้ก็คืออย่ายอมให้ตลาดปั่นหัวเรา ตั้งสติในการลงทุนให้ดีและพิจารณาข้อความของ Warren Buffett ปรมาจารย์ด้านการลงทุนที่ว่า "จงกลัวในขณะที่คนอื่นกล้า และกล้าในขณะที่คนอื่นกลัว"
  3. อย่ามั่นใจในตัวเองมากเกินไป : เวลาตลาดเป็นขาขึ้น ใครก็ตามที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนหน้านั้นก็ได้กำไรกันแทบจะทุกคนอยู่แล้ว ดังนั้นเราต้องไม่หลงตัวเองว่าเราเก่งเหนือใครในช่วงเวลาดังกล่าว พึงระลึกไว้เสมอว่าสิ่งที่จะพิสูจน์ความสามารถของนักลงทุนได้จริงๆก็คือช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติต่างหาก ความมั่นใจในความสามารถของตัวเองมากเกินไปจะทำให้เราลงทุนโดยไม่ระมัดระวัง และเสี่ยงที่จะเจ็บตัวสูงเมื่อตลาดกลับมาเป็นขาลง
  4. อย่าไว้ใจคนอื่นมากเกินไป : อันนี้ตรงข้ามกับข้อ 3 แบบสิ้นเชิงก็คืออย่าไปยึดมั่นกับ "คำแนะนำ" ของคนอื่นมากจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเสียงกระซิบจากโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นของเราที่กำลังบอกว่าหุ้นตัวไหนกำลังจะวิ่ง หรือบทวิเคราะห์ต่างๆที่กำลังเชียร์หุ้นตัวใดตัวหนึ่งจนออกนอกหน้า นักลงทุนจะต้องมีสติอยู่เสมอในการที่จะพิจารณาการลงทุนอย่างละเอียดรอบคอบด้วยตัวเองทุกครั้งก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน ข้อสรุปสั้นๆก็คือ "อย่าเชื่อคนง่าย"
  5. อย่าจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆเยอะเกินไป : คนที่ซื้อขายหุ้นบ่อยๆมักมองข้ามข้อห้ามข้อนี้ เพราะเชื่อว่าตราบใดที่ทำกำไรได้มากกว่าค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้นที่จ่ายไป ตราบนั้นเราก็ยังโอเคอยู่ แต่ถ้าเราเก็บสถิติการซื้อขายหุ้นและรวบรวมจำนวนเงินค่าธรรมเนียมต่างๆและภาษีที่จ่ายออกไปจากการซื้อขายที่บ่อยเกินไป จะเห็นได้ว่านักลงทุนไม่ได้ทำให้ตัวเองรวยขึ้น แต่กลับทำให้โบรกเกอร์และบริษัทหลักทรัพย์รวยขึ้นมากกว่าเสียอีก ดังนั้นนักลงทุนควรจะคิดหน้าคิดหลังอย่างรอบคอบทุกครั้งที่จะซื้อขายหุ้น

ทั้ง 5 ข้อนี้คือสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นข้อห้ามพื้นฐานของการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น เราในฐานะนักลงทุนที่เน้นการรับเงินปันผลจากการลงทุนในระยะยาว จึงต้องเตือนสติตัวเราเองด้วยข้อห้ามเหล่านี้อยู่เสมอ เพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอได้ในอนาคต และหลีกเลี่ยงการเข้าสู่วงจรอุบาทว์ของการ "ขึ้นดอย" แบบที่นักลงทุนระยะสั้นถึงสั้นมากมักจะเป็นกันนั่นแหละครับ

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

Sunday, November 14, 2010

สไตล์การลงทุนส่วนตัว (คุณเลือกเอง)

ผมมีความเชื่อส่วนตัวอยู่อย่างหนึ่งว่าผมไม่สามารถคาดคะเนทิศทางของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ว่าวันนี้มันจะขึ้นหรือลงหรือว่าจะอยู่นิ่งๆ

ที่จริงก็มีบ้างที่ผมลองทายดูเล่นๆกับเพื่อนๆ ด้วยการคาดคะเนตามข้อมูลว่าวันนี้น่าจะขึ้นนะ หรือวันนี้ตลาดน่าจะลงนะ ซึ่งบางครั้งก็ถูก แต่ส่วนใหญ่มักจะผิดซะมากกว่า

หนำซ้ำ แม้บางครั้งผมมีความมั่นใจเหลือเกินว่าตลาดน่าจะขึ้น (หรือลง) แน่นอนในวันนี้ ซึ่งถ้ามั่นใจมากผมก็น่าจะลองลงทุนในตราสารอนุพันธ์จำพวกฟิวเจอร์สไปเลยสิ เอาแค่ว่ามั่นใจนักตลาดจะขึ้นก็ซื้อฟิวเจอร์สซัก 100 สัญญาแล้วเกิดหุ้นขึ้นจริงๆ ผมก็รวยไม่รู้เรื่องเลยนะครับ

แต่ต่อให้ผมมั่นใจขนาดไหน ผมก็ไม่กล้าทำแบบนั้นอยู่ดี ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

ข้อสรุปส่วนตัวที่ผมได้ก็คือ ตัวผมเองไม่เหมาะที่จะลงทุนด้วยการคาดการณ์ทิศทางของตลาดฯในระยะสั้นๆ

และโชคดีเหลือเกินที่ผมได้เริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนในแบบที่เป็นการลงทุนระยะยาวมาตั้งแต่ต้น ไล่มาตั้งแต่การลงทุนในกองทุนรวม มาจนรู้จักนักลงทุนที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็น Warren Buffett, Benjamin Graham, John Neff รวมถึงนักลงทุนชื่อดังของไทยทั้ง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร, คุณเทพ รุ่งธนาภิรมย์ ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนที่เอ่ยชื่อมาต่างก็มีความคิดเห็นไปในทิศทางที่เห็นด้วยกับการลงทุนระยะยาว มากกว่าการลงทุนตามการคาดการณ์ทิศทางตลาดฯในระยะสั้นๆ

ด้วยการอ่านหนังสือสะสมความรู้จากนักลงทุนชื่อดังต่างๆ ทำให้ผมเริ่มต้นการลงทุนในหุ้นด้วยการหาบริษัทที่ทำธุรกิจที่เป็นที่นิยมของคนทั่วไป พยายามเน้นความปลอดภัยเข้าไว้ก่อนด้วยการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อีกทั้งต้องมีราคาต่อกำไร (P/E) ที่ต่ำ, ราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (P/B) ที่ต่ำด้วย แล้วผมก็จะถามตัวเองด้วยประโยคง่ายๆว่า "บริษัทนี้จะเจ๊งภายใน 5 ปีนี้หรือไม่?" ถ้าคำตอบคือไม่ แถมบริษัทน่าจะขยายตัวได้อีก ผมก็จะลงทุนในหุ้นตัวนั้น

ผมเริ่มต้นด้วยเงินไม่มากนัก กำไรทางบัญชีที่ผมได้ในช่วงเริ่มต้นการลงทุนจึงคิดเป็นเม็ดเงินที่ค่อนข้างน้อย และด้วยความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว ผมจึงไม่ค่อยได้ขายหุ้น กลับพยายามหาเงินเข้ามาเพิ่มเติมการลงทุนเพื่อให้ Portfolio ของตัวเองเพิ่มขึ้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิด และความรู้ที่อ่อนด้อยในการเลือกหุ้นที่จะลงทุนทำให้เวลาผ่านไป 2 ปี มูลค่า Portfolio ของผมแทบไม่ขยับไปไหนเลย

ผมถามตัวเองว่าเลือกหุ้นผิดตัวหรือไม่? ซึ่งเมื่อมองไปในหุ้นแต่ละตัว ผมก็ยังคงเชื่อมั่นว่าหุ้นแต่ละตัวนั้นทำธุรกิจที่มั่นคง ทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ จึงยังคงมุ่งมั่นถือหุ้นต่อไป

จนมาถึงปีที่เกิดวิกฤติ ผมก็ใช้หลักของ Warren Buffett นั่นคือ "กล้าในขณะที่คนอื่นกลัว" เข้าลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นอีกค่อนข้างมาก

วิกฤติที่เกิดขึ้นทำให้ผมออกอาการฝ่อลงไปพอสมควร อารมณ์กลัววิกฤติทำให้ผมปรับใช้หลักการ "หุ้นห่านทองคำ" ของคุณเทพ รุ่งธนาภิรมย์ ด้วยการลดต้นทุนหุ้นที่อยู่ในมือออกไปเมื่อหุ้นปรับตัวสูงขึ้นมาในระดับที่น่าพอใจแล้ว ทำให้ผมมีเงินสดเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรองรับวิกฤติครั้งต่อไปที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกเล่าแก่เพื่อนๆพี่ๆนักลงทุนทั้งหลายว่า การค้นหาสไตล์การลงทุนที่เหมาะกับตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การอ่านแนวคิดของนักลงทุนที่มีชื่อเสียงทั้งหลายย่อมมีส่วนช่วยในการค้นหาสไตล์การลงทุนของตัวคุณเองได้ Warren Buffett ร่ำรวยขึ้นมาจากการลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็จริง แต่นั่นอาจจะแนวทางที่เหมาะสมกับบุคลิกการลงทุนของคุณก็เป็นได้ หรืออาจจะต้องมีแนวคิดของคนอื่นมาปรับมาแต่งเพิ่มเติมจากแนวคิดดั้งเดิม เพื่อทำให้ลงตัวกับแนวทางการลงทุนของตัวคุณเอง

ผมใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี นับตั้งแต่เริ่มลงทุนจนขยำแนวคิดรวมเป็นแนวทางการลงทุนของตัวเองอย่างเช่นปัจจุบันนี้

ขอให้ทุกๆท่านค้นพบสไตล์การลงทุนส่วนตัว (ที่คุณเลือกเอง) โดยเร็วนะครับ

Friday, November 12, 2010

Entertainment -- New York State of Mind by Billy Joel

เหมือนเป็นธรรมเนียมไปแล้วหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เขียนเรื่องลงทุนได้ 2 ที ต้องแทรกเพลงซักเพลงนึงอยู่ร่ำไป

ผมเป็นคนชอบฟังเพลงครับ ถ้าไม่ได้ดูเรื่องธุรกิจ กับเรื่องลงทุน ก็จะต้องหาเพลงมาฟังนี่แหละครับ ยิ่งถ้าได้เจอเพลงเพราะๆที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนแล้วล่ะก็ วันนั้นผมจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษเลย หรือถ้าเพลงไหนถูกใจมากๆอาจถึงขั้นหาคอร์ดหรือแท็บมาเล่นตามเลยทีเดียว

"Without the songs or dance, what are we?" คำถามจากเพลง Thank you for the music ของ ABBA ช่างโดนใจผมจริงๆครับ

เพลงที่จะแนะนำนี้เป็นเพลงของ Billy Joel ครับ วัยรุ่นหลายคนอาจไม่รู้จัก แต่ก็น่าจะเคยได้ยินเพลงดังของเขาอย่าง "Just the way you are" ผ่านหูอยู่เนืองๆ

ถ้าจะถามว่า Billy Joel เป็นนักดนตรีแนวไหน?......... อืมมมม..... ตอบยากมากครับ เพลงของเขามีหลากหลายแนวมาก ทั้งเพลงป๊อบจ๋าๆเลยอย่าง Just the way you are หรือ Uptown Girl ที่วง Westlife เอามาร้องใหม่จนโด่งดัง หรือเพลงประสานเสียงแบบอะแค็ปเปลล่า (Acapella) เฮียแกก็ทำได้อย่างไม่เคอะเขินในเพลง For The Longest Time

มาจนถึงเพลงนี้ New York State of Mind จัดอยู่ในแนวแจ๊ซครับ.... ใช่แล้ว Joel ก็เล่นแจ๊ซได้ ใครจะทำไม

เนื้อหาของเพลงพูดถึงชีวิตในมหานครนิวยอร์ก ที่แม้ใครจะว่าวุ่นวายยุ่งเหยิงยังไง แต่เราก็ยังหามุมสงบเงียบและเพลิดเพลินไปกับมันได้เสมอ

ฟังๆดูแล้วเอามาปรับใช้กับกรุงเทพฯก็ได้เหมือนกันนะครับ

อย่างที่ บี พีระพัฒน์ ใช้คอนเซ็ปต์เดียวกันให้กลายมาเป็นเพลง "กรุงเทพฯ" ได้อย่างงดงาม

ลองฟังกันดูนะครับ

Enjoy!

 

Tuesday, November 9, 2010

กับดักเงินปันผล

ในฐานะที่เราเป็นนักลงทุนที่เน้นการรับรายได้จากเงินปันผลเป็นสำคัญ เราควรจะเลือกลงทุนในหุ้นที่ปันผลสูงๆแต่ไม่ค่อยขยายธุรกิจ หรือหุ้นที่ขยายตัวมากๆแต่ไม่ค่อยปันผลดี?

เราเคยคุยกันถึงเรื่องนี้ไปบ้างแล้วในบทความเก่าเกี่ยวกับความแตกต่างของหุ้นที่จ่ายเงินปันผลมากๆ กับหุ้นที่ไม่จ่ายหรือจ่ายแค่นิดเดียว (เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อราคาหุ้น)

ความแตกต่างที่ชัดเจนของหุ้นทั้งสองประเภทอยู่ที่ความพยายามในการขยายธุรกิจ หรือการเพิ่มกำไรของบริษัทให้สูงขึ้น

หากบริษัทไหนประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจ กำไรของบริษัทย่อมเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย และส่งผลให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นตาม

ในทางตรงกันข้าม บริษัทไหนที่ไม่มีความต้องการในการขยายธุรกิจ จะว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ กำไรของบริษัทเหล่านี้ก็จะทรงๆ หรือเติบโตไปเรื่อยๆ ไม่ได้หวือหวาอะไร ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ก็จะออกแนวย่ำอยู่กับที่เสียมากกว่า

เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะเป็นนักลงทุนที่เน้นการรับเงินปันผลจากหุ้นเป็นสำคัญ ก็ต้องระมัดระวังในเรื่องการเลือกหุ้นที่จะลงทุนให้มาก โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีทุนรอนน้อยๆในช่วงเริ่มต้น (เช่นผมเป็นต้น)

เพราะอะไร?

  1. ผู้ที่มีเงินลงทุนไม่มากนักในช่วงเริ่มต้น จะต้องเน้นในการขยายขนาดของพอร์ตโฟลิโอของตัวเองด้วยเป็นสำคัญ เพราะหากพอร์ตโฟลิโอไม่มีการเติบโต นักลงทุนก็จะได้รับเงินปันผลเท่าเดิมตลอดไป ซึ่งนั่นไม่ใช่เป้าหมายของเราในระยะยาว
  2. การเลือกลงทุนเฉพาะหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูงๆเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆควบคู่ไปด้วย ก็เหมือนกับการซื้อ "ตราสารหนี้ระยะยาว" เข้ามาอยู่ในพอร์ตโฟลิโอ นั่นเพราะบริษัทที่คุณลงทุนนั้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงสูง แต่มีการเติบโตของกำไรที่ต่ำ การขยับขยายงานเป็นไปอย่างช้าๆ บริษัทเหล่านี้แม้จะมีความน่าเชื่อถือในเรื่องความปลอดภัยของการทำกำไร แต่ราคาหุ้นจะไม่พุ่งสูง และทำให้พอร์ตโฟลิโอของเราไม่ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามที่เราต้องการ
  3. ในทางกลับกัน ถ้านักลงทุนคนไหนเน้นแต่จะเพิ่มขนาดพอร์ตฯของตัวเองในช่วงเริ่มต้น โดยไม่ใส่ใจกับเงินปันผล นักลงทุนก็จะเลือกซื้อเฉพาะหุ้นที่เน้นการเติบโตมากๆ ขยายงานเยอะๆ ปันผลน้อยนิดเดียว หรือไม่ปันผลเลย ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินสดมาลงทุนเพิ่มมากนัก และหากวันใดที่เกิดวิกฤติขึ้น หุ้นที่เล่นกับความคาดหวังสูงๆของนักลงทุนเช่นนี้ มักจะปรับตัวลงเร็วกว่าชาวบ้านเขาเสมอ

โดยส่วนตัวผมเรียกสถานการณ์แบบนี้ว่า "กับดักเงินปันผล" เพราะไม่มีทางไหนที่ถูกต้อง 100% ต่างแนวต่างก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป

สิ่งที่ผมเลือกทำก็คือ "การเดินทางสายกลาง"เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักดังกล่าว

เวลาเลือกหุ้นที่จะลงทุนผมจะเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผล "พอสมควร" และผู้บริหารยังมีความพยายามในการขยายธุรกิจ "พอสมควร" ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป หุ้นที่ผมเลือกจึงไม่จำเป็นจะต้องมีสถิติอยู่ในกลุ่มที่จ่ายเงินปันผลสูงที่สุดในตลาดฯตลอดเวลา แต่ยังไงก็ต้องจ่ายออกมาบ้าง เพื่อผมจะได้นำเงินปันผลเหล่านั้นมาลงทุนเพิ่มเข้าไป เป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วยนั่นเอง

เกณฑ์โดยคร่าวๆของผมโดยส่วนตัวก็คือ เป็นธุรกิจที่จ่ายเงินปันผลประมาณ 5-7% ของราคาหุ้น และมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า และมีแนวโน้มที่จะจ่ายปันผลสูงขึ้นในอนาคตด้วย

หุ้นแบบนี้ไม่หวือหวาเป็นรถไฟเหาะตีลังกาแต่ว่าน่าสนใจครับ

 

 

Saturday, November 6, 2010

หุ้นดีมีคุณภาพ ราคาไม่แรง ยังมีอยู่ (แต่ไม่มีใครสนใจ)

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยสนใจลงทุนในสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งสักเท่าไหร่นัก

เช่น ตอนที่น้ำมันกำลังบูมมากๆ ผมก็ไม่ได้เล่นด้วย (แถมแช่งให้ราคามันลงได้สำเร็จด้วยซ้ำ)

หรือตอนนี้ที่ทองคำกำลังเนื้อหอมสุดๆ ผมก็ไม่เอากับเขาเหมือนกัน

ทัศนคติแบบสวนกระแสเช่นนี้ลามไปถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตของผมด้วย

เรียกได้ว่าอะไรที่คนอื่นๆเขานิยมทำกันมากๆ จนเป็น Talk of the town ผมกลับจะรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก

จนเขาเลิกสนใจกันไปพอสมควรแล้วนั่นแหละ ผมถึงค่อยหาโอกาสแวะเวียนเข้าไปทดลองทำ, ทดลองใช้ หรือทดลองกิน ฯลฯ

หุ้นก็เหมือนกัน

ในความเห็นส่วนตัวของผม ถ้าหุ้นตัวไหนที่ "ได้รับความนิยม" มากๆ ราคาของหุ้นตัวนั้นขึ้นเอาๆไม่มีหยุด ผมจะบอกกับตัวเองว่า "ผมช้าเกินไปแล้วและไม่มีประโยชน์ที่จะไปซื้อตามคนอื่น เพราะหุ้นตัวนั้นมันอาจจะเลิกฮิตเมื่อไหร่ก็ได้ อาจจะวันนี้ พรุ่งนี้ หรือปีหน้า ผมไม่รู้จริงๆ"

ผมจึงต้อง (จำยอม) ปล่อยมันไป

สิ่งที่ผมพยายามมองหาในการลงทุนในหุ้นก็คือ "หุ้นที่มีคุณภาพดี แต่ยังไม่ได้รับความสนใจจากคนส่วนใหญ่" เพราะนั่นเท่ากับผมเข้าไปลงทุนในหุ้นนั้นได้ก่อนที่คนอื่นจะเห็นคุณค่าของมัน

ซึ่งถ้าการวิเคราะห์ของผมถูก สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว หุ้นตัวนั้นจะกลายเป็น "หุ้นที่ได้รับความนิยม" และราคาก็จะวิ่งขึ้นไปตามความนิยมนั้น อันนี้ถือได้ว่า "ผมเร็วกว่าคนอื่น"

ใครหลายคนอาจจะสงสัยว่า ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังวิ่งขึ้นเป็นกระทิงเปลี่ยวแบบนี้ (พฤศจิกายน 2553) เราจะไปหาหุ้นที่ว่านี่ได้จากที่ไหนกัน?

ผมเองก็เคยเชื่อว่ามันไม่น่าจะมีแล้ว

แต่ถ้าเรากวาดตาสำรวจหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหลายร้อยตัวแบบพินิจพิเคราะห์เพิ่มอีกสักหน่อย ผมพบว่ามีหุ้นอีกหลายตัวทีเดียวที่ราคาของมันไม่ได้วิ่งขึ้นมากๆตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (หนำซ้ำบางตัวกลับมีราคาลดลงอีกต่างหาก) ทั้งๆที่ธุรกิจของหุ้นเหล่านั้นยังคงทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง หลายธุรกิจเจ๋งถึงขนาดมีกำไรเติบโตเป็นเท่าตัวในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

แต่เพราะว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่สนใจ ราคามันเลยยังไม่ไปไหน

อยากให้ลองย้อนกลับไปอ่านบทความอันเก่าของผม เรื่อง "130,000 หุ้น ฟรี! พร้อมปันผลอีก 5% (ราวๆนั้น)" หุ้นตัวที่ผมพูดถึงก็เป็นอีกตัวอย่างของหุ้นที่มีคุณภาพแต่ไม่ได้รับความนิยม และสุดท้าย เมื่อคนส่วนใหญ่หันมาสนใจ (ไม่ว่าจะหันมาเจอเอง หรือ มีคนเชียร์ให้มาเจอ) ราคาก็ไต่ระดับขึ้นไปในที่สุด

ข้อควรระวังของการลงทุนแบบนี้ก็คือ "อย่าดันทุรัง" เพราะการวิเคราะห์ของเราอาจจะผิดก็ได้ ดังนั้นหากเราซื้อหุ้นไป แล้วมารู้ทีหลังว่าหุ้นนั้นไม่ใช่ "เพชรแท้ในตม" แต่กลายเป็น "เพชรเก๊ในตม" ซะอย่างนั้น เราก็ต้องตัดสินใจให้รวดเร็วในการปล่อยมันทิ้งไป

และเทคนิคอีกอย่างที่ผมอยากฝากไว้ด้วยก็คือ

อย่าลืมเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลในระดับที่น่าพอใจด้วยนะครับ

เพราะถ้าซื้อไว้ 2-3 ปี คนก็ยังไม่สนใจกันซักที

อย่างน้อยเราก็มีเงินปันผลเป็นขนมกินเล่น ก่อนอาหารมื้อหลัก

แหล่มครับ!

 

 

 

Wednesday, November 3, 2010

130,000 หุ้น ฟรี! พร้อมเงินปันผลปีละ 5% (ราวๆนั้น)

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

เคยเล่นป๊อกเด้งกันมั๊ยครับ?

เอาน่า....เล่นกันขำๆเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดนานๆทีคงไม่มีปัญหา จริงมั๊ยครับ?

เวลาผมเล่นป๊อกเด้งกับเพื่อนๆ ผมเองมักจะมีสัญญากับตัวเองนิดหน่อย

ด้วยความที่ผมไม่ค่อยมีโชคเรื่องการพนันมากนัก ผมจะกำ "เงินของผมเอง" จำนวน 50 บาท ลงไปบนโต๊ะป๊อกเด้งและบอกกับตัวเองว่า

"หมดเมื่อไหร่ เลิก!!!"

แต่ถ้าบังเอิญตอนนั้นดวงขึ้น เล่นไปเล่นมาได้เงินมาจากเจ้ามือป๊อกเด้งอีก 50 บาท รวมเป็น 100 บาทอยู่ในมือ

ผมจะแยกเงิน 50 บาทแรกมาเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ และเหลืออีก 50 บาทเอาไว้เล่นต่อ แล้วคงคอนเซ็ปต์เดิม

"หมดเมื่อไหร่ เลิก!!!"

นับจากตรงนี้ ผมไม่มีวันขาดทุนอีกต่อไปแล้ว เพราะบนโต๊ะนั้นไม่มี "เงินของผมเอง" เหลืออยู่แม้แต่บาทเดียว

เข้าใจแนวคิดผมนะครับ

กลับมาที่เรื่องการลงทุนกันบ้าง

 

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยช่วงนี้ร้อนแรงไม่มีหยุดจริงๆครับ ขึ้นเอาๆ

โชคดีของผมเหลือเกินที่ได้ผ่านทั้งวิกฤติเล็กๆ, วิกฤติครั้งใหญ่, ตลาดกระทิงแบบเบาะๆ และตลาดกระทิงช่วง 1-2 ปีนี้ที่ดุยิ่งกว่าแชมป์บอลโลกปีล่าสุดซะอีก

ที่น่าแปลกใจอยู่อย่างเดียวก็คือ เหตุการณ์ทั้งหมดดาหน้ากันเข้ามาทักทายนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในเวลาเพียง 4-5 ปีเท่านั้นเอง

ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า ณ ปัจจุบันตลาดหุ้นของไทยร้อนแรงเกินไปแล้วหรือยัง แล้วมันจะตกเมื่อไหร่ หรือว่ามันจะขึ้นต่อไปอีก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกินความสามารถของผมในการที่จะพยากรณ์อนาคต

แต่ในฐานะนักลงทุนคนหนึ่งที่เน้นการลงทุนเพื่อให้ได้รับเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ผมก็ใช้วิธีเดียวกันกับโต๊ะป๊อกเด้งที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจัดการใช้กลยุทธ์ลดต้นทุนหุ้นที่มีอยู่จนเหลือศูนย์ได้ในที่สุด

ผมเริ่มลงทุนกับหุ้นตัวนี้เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ด้วยวิเคราะห์ว่าเป็นหุ้นที่มีการทำธุรกิจที่ค่อนข้างมั่นคง มีกลุ่มลูกค้าที่แน่นอน มีผลกำไรอย่างสม่ำเสมอ ถึงจะมีอัตราการเติบโตที่ไม่ได้สูงมากมายอะไร แต่โดยรวมแล้วถือว่าธุรกิจก็เติบโตได้ในค่าเฉลี่ยที่น่าพอใจ

และที่สำคัญ เมื่อตอนที่ผมลงทุนครั้งแรกนั้น บริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นถึง 9% เมื่อเทียบกับราคาหุ้น ณ เวลานั้น

ผมทยอยลงทุนมาเรื่อยๆเมื่อมีเงินเหลือ และลงทุนในราคาที่ใกล้เคียงกัน จนเวลาผ่านไปปีกว่าๆ ปรากฎว่าราคาหุ้นตัวนี้ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนไกลจากจุดที่ผมซื้อลงทุนเลย ในขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์โดยรวมกลับให้ผลตอบแทนที่มากกว่าเยอะเลยทีเดียว

ในใจผมตอนนั้นค่อนข้างกังวลมาก คำถามที่ผุดขึ้นมาก็คือ "นี่เราเลือกหุ้นผิดตัวหรือเปล่าหนอ?"

อย่างไรก็ตาม เงินปันผลที่ผมได้รับก็ยังถือว่าสูง และเป็นเครื่องเตือนใจว่าอย่างน้อยเราก็ยังไม่ล้มเหลว และเมื่อมองไปที่ธุรกิจของบริษัทเองก็ยังคงมีผลกำไรเป็นที่น่าพอใจ และพร้อมที่จะจ่ายเงินปันผลได้ต่อไปอีกด้วย

ปี 2551 เป็นปีที่วิกฤติ Hamburger Crisis ซัดเข้าใส่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้ดัชนีตกหนัก หุ้นตัวนี้ของผมก็เช่นกัน ราคาหุ้นตกหนักมากราวกับว่าบริษัทกำลังจะเจ๊ง ทั้งๆที่ธุรกิจของบริษัทก็ยังดำเนินไปได้ดีพอสมควรและก็มีกำไรอยู่เช่นเดิม แถมยังปันผลในอัตราที่สูงเช่นเดิมอีกต่างหาก จนเงินปันผลเทียบกับราคาหุ้นในปีนั้นคิดเป็น 10กว่า% เข้าไปแล้ว

กลัวก็กลัวอยู่ แต่ด้วยความมั่นใจในศักยภาพของธุรกิจ และรู้สึกว่าตลาดหลักทรัพย์ในขณะนั้นมองโลกในแง่ร้ายเกินไป ผมลงทุนในหุ้นตัวนี้เพิ่มอีกหลายเท่าตัว อย่างน้อยผมก็มั่นใจว่า เงินปันผลระดับ 10% ขึ้นไปที่ผมจะได้นั้น ย่อมดีกว่าเอาเงินไปฝากธนาคาร ณ ตอนนั้นเป็นไหนๆ

และในที่สุดปี 2552 และ ปี 2553 ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าผมคิดถูก

ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 ผมถือหุ้นตัวนี้จำนวน 130,000 หุ้น โดยที่ไม่มีเงินของผมอยู่ในนั้นแม้แต่บาทเดียว และยังคงจะได้รับเงินปันผลอีกประมาณ 5% เมื่อเทียบกับราคาหุ้นในปัจจุบันไปเรื่อยๆ

จนกว่าบริษัทจะเปลี่ยนนโยบาย หรือว่าเจ๊งกันไปข้างหนึ่ง

ขอบคุณครับ

ปล. การลงทุนไม่ใช่การพนัน, การลงทุนไม่ใช่การพนัน, การลงทุนไม่ใช่การพนัน

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Tuesday, November 2, 2010

เล่นหุ้นแบบ "ตามใจมาร์ฯ"

ช่วงนี้ไปไหนก็มีแต่คนหันมาสนใจเรื่องการลงทุนในหุ้นกันทั้งนั้น คนที่รู้จักกับผมหลายคนก็เริ่มถามไถ่ว่าถ้าอยากจะเล่นหุ้นจะต้องทำอย่างไรและเริ่มต้นอย่างไรบ้าง เล่นเอาผมใจไม่ค่อยดีเป็นระยะๆ

สมัยที่ผมเริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนใหม่ๆนั้นก็คงมีคำถามที่ไม่ต่างกันนี้เท่าไหร่ และก็รู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่ไม่ค่อยมีใครสอนผมแบบตรงไปตรงมา แต่กลับพยายามบอกให้ผมไป "ศึกษา" หรือ "อ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุน" ให้มากๆด้วยตัวเองก่อนเป็นการดีที่สุด ....."อะโด่ พูดยังงี้ออกแนวหวงวิชานี่หว่า ไม่อยากสอนก็บอกตรงๆเดะว้าาา"

โชคยังดีที่อย่างน้อยผมก็ยังฟังคำของผู้มีประสบการณ์ พยายามรวบรวมหนังสือมานั่งอ่านและศึกษาการลงทุนด้วยตัวเองอยู่เป็นปีๆ จนเริ่มมีความมั่นใจว่าตัวเองพร้อมแล้วที่จะลองเข้าไปสัมผัสสนามลงทุนจริงเสียที (หลังจากที่ลงสนามซ้อมมานาน) และท้ายที่สุดก็ยังดำรงชีวิตรอดอยู่ในสนามรบแห่งนี้ มานั่งเล่าเรื่องราวต่างๆให้ได้ฟังกันอยู่ตรงนี้นี่แหละครับ

มาวันนี้พอมีคนถามว่า "ถ้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วจะเริ่มเล่นหุ้นได้ยังไงดี?" ผมก็เลยใบ้กินไปโดยปริยาย ไม่รู้จะตอบว่าไงดี ไอ้ครั้นจะไล่ให้ไปอ่านหนังสือก็เดี๋ยวจะโดนด่าลับหลัง (ผมเองก็เคยทำมาแล้ว) ครั้นจะอธิบายให้ฟัง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะอธิบายได้ครบจบหมดภายใน 10 นาทีซะเมื่อไหร่

ผมเลยแก้ปัญหาด้วยการยกประเภทของนักลงทุนในหุ้นตามแบบที่เข้าใจง่ายๆหน่อยมาให้เขาเลือกเองว่าเขาอยากจะเป็นนักลงทุนแบบไหน โดยผมจะอธิบายให้ฟังก่อนว่านักลงทุนทุกคนจะต้องมีเจ้าหน้าที่การตลาดประจำตัว คอยเป็นตัวกลางในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับเราเสมอ จากนั้นก็จะแยกประเภทนักลงทุนเป็น

  1. นักลงทุนแบบที่ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเอง : นักลงทุนแบบนี้ ร้อยปีจะได้คุยกับเจ้าหน้าที่การตลาดสักทีหนึ่ง เพราะเขาเป็นนักลงทุนที่มีความรู้ในการที่จะเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุนได้ด้วยสติปัญญาของตัวเอง โดยไม่ต้องฟังเสียงพรายกระซิบจากใครตลอดเวลา
  2. นักลงทุนแบบ "ตามใจมาร์ฯ" : คำว่า "ตามใจมาร์" มาจากคำว่า ตามใจมาร์เก็ตติ้ง หรือเจ้าหน้าที่การตลาดนั่นเอง นักลงทุนแบบนี้ไม่ได้มีความรู้เรื่องหุ้นเท่าไหร่ ไม่เคยศึกษาเรื่องการลงทุนในหุ้น และจะลงทุนด้วยการซื้อขายตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่การตลาดของตัวเองเป็นสำคัญ เพราะเชื่อว่าเจ้าหน้าที่การตลาดน่าจะลงทุนได้เก่งกว่าตน จึงเชื่อเขาไว้ก่อน (ซะงั้น)

ขั้นตอนต่อจากนั้น ผมก็จะยกคำของนักลงทุนชั้นอ๋องท่านหนึ่งที่ได้เคยกล่าวไว้ทำนองว่า "ตลาดหุ้นเป็นที่แห่งเดียวที่มีคนนั่งรถโรลสรอยส์ มาฟังคำแนะนำเรื่องการลงทุนจากคนที่โดยสารรถไฟใต้ดิน" ซึ้งประโยคนี้สามารถอธิบายนักลงทุนแบบ "ตามใจมาร์ฯ" ได้เป็นอย่างดี เพราะบางคนร่ำรวยมีเงินเป็นล้านๆ แต่กลับเชื่อว่า เจ้าหน้าที่การตลาดส่วนตัวของเขาจะสามารถลงทุนได้เก่งกว่า ทั้งๆที่แท้ที่จริงแล้วประสบการณ์ทางการเงินและธุรกิจของเจ้าหน้าที่เหล่านี้อาจจะสู้เขาไม่ได้เลยก็เป็นได้ การที่เขาเหล่านั้นยกเงินที่มีในบัญชีให้มาร์เก็ตติ้งไปลงทุน แล้วฝันหวานว่าจะรวยขึ้นแน่นอน จึงเป็นการกระทำที่ไม่น่าจะถูกต้องนัก

พอเพื่อนๆและคนรู้จักหลายๆคนได้ฟังคำอธิบายแบบนี้ก็เริ่มเห็นภาพว่า ความรู้ส่วนตัวในเรื่องการลงทุนนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะทำให้เราสามารถกำหนดชะตากรรมทางการเงินของเราได้เอง โดยที่ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นเขาหายใจตลอดเวลา แถมความรู้นั้นก็จะอยู่ติดตัวเราไปตลอด ไม่หล่นหายไปไหนอีกด้วย เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ หลายๆคนจึงเริ่มเปลี่ยนคำถามมาเป็นให้ผมแนะนำหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนดีๆให้แก่เขา ซึ่งทำให้ผมรู้สึกดีและสะดวกใจในการให้คำแนะนำมากขึ้นเยอะเลยทีเดียว

ดังนั้นถ้าให้ผมแนะนำล่ะก็ อย่าเล่นหุ้นแบบ "ตามใจมาร์ฯ" เลยครับ

คุณล่ะครับ? อยากเป็นนักลงทุนแบบไหนกันครับ?