เราเคยพูดถึงลักษณะสำคัญของ "หนี้สิน" กันไปแล้วในบทความที่ชื่อว่า "อย่าเป็นหนี้!!!" ( http://thaidividend.com/31560862 )
สรุปกันสั้นๆอีกสักครั้งว่าหนี้สินก็คือ "อะไรก็ตามที่ดึงเงินออกจากกระเป๋าของเราอยู่เรื่อยๆ และก่อให้เกิดรายจ่ายมากกว่ารายได้"
เมื่อเข้าใจเรื่องของหนี้สินแล้ว เราก็ควรจะมาทำความเข้าใจกับขั้วตรงข้ามของหนี้สิน ซึ่งก็คือ "ทรัพย์สิน" นั่นเอง
ในเมื่อหนี้สินคือสิ่งที่สร้างรายจ่ายมากกว่ารายได้ เพราะฉะนั้นเราก็บัญญัติความหมายของทรัพย์สินได้ไม่ยากว่า ทรัพย์สินก็คือ "อะไรก็ตามที่นำเงินเข้ากระเป๋าเราอยู่เรื่อยๆ และก่อให้เกิดรายได้มากกว่ารายจ่าย"
มาถึงตรงนี้คำถามสำคัญก็คือ อะไรบ้างที่เป็นทรัพย์สิน? และอะไรบ้างที่เป็นหนี้สิน?
เรียนตามตรงว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้สามารถเป็นทรัพย์สินและเป็นหนี้สินได้ทั้งสิ้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการจัดการ และการนำไปใช้งานของแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตามแต่ มันย่อมต้องบางสิ่งบางอย่าง ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นทรัพย์สินได้มากกว่าหนี้สิน ซึ่งในที่นี้ผมจะขอยกมา 3 อย่างหลักๆ ดังนี้ครับ
- ธุรกิจ : การผลิตและจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่เป็นที่ต้องการ หรือคาดว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดได้ ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่คนเราจะมีได้ ข้อแม้อย่างเดียวที่จะทำให้ธุรกิจเป็นทรัพย์สินก็คือ มันต้องสามารถทำกำไรได้ เพราะถ้าหากทำธุรกิจแล้วขาดทุน มันก็จะกลายสภาพเป็นหนี้สินก้อนโตให้เราไปในทันที อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ธุรกิจคือแหล่งทรัพย์สินที่มั่งคั่งที่สุด และทำเงินได้เร็วที่สุด มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก ร่ำรวยขึ้นจากการทำธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งสิ้น
- อสังหาริมทรัพย์ : ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายถือเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติของความเป็นทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินเช่นกัน ราคาค่อนข้างมีเสถียรภาพ และมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นมากกว่าอย่างอื่น ในอนาคตหากอสังหาริมทรัพย์อยู่ในทำเลที่ดีและเป็นที่ต้องการสูง เช่น ในเขตใจกลางเมือง ราคาของมันย่อมถีบตัวสูงขึ้นกว่าเดิม และทำกำไรให้แก่ผู้ที่ซื้อไว้ก่อน นี่ยังไม่รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถให้เช่าได้ เช่น อาคารพาณิชย์ในย่านการค้า, อพาร์ทเมนท์, บ้านพักตากอากาศในสถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งจะนำรายได้ในรูปแบบของค่าเช่ามาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อย่างสม่ำเสมออีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าใครตาแหลม ดูที่เป็น เน้นให้เช่า เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเลยทีเดียว
- ตราสารทางการเงิน : ในที่นี้หมายรวมถึงเงินฝากธนาคารรูปแบบต่างๆ, ตั๋วสัญญาใช้เงิน, ตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, ตราสารทุน เช่น หุ้นสามัญ รวมถึงกองทุนรวมต่างๆที่อยู่ในระบบการเงิน ทรัพย์สินที่เป็นตราสารทางการเงินเหล่านี้จะสร้างรายได้ในรูปแบบของดอกเบี้ย และเงินปันผล รวมไปถึงผลกำไรที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ราคาของทรัพย์สินนั้นเพิ่มขึ้นในแต่ละปี
มองไปรอบๆตัวเราแล้วลองตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆดูว่า สิ่งใดที่จะทำเงินให้เราได้บ้าง ก็จะเห็นว่าทั้งหลายทั้งปวงมักจะตกอยู่ในทรัพย์สิน 3 อย่างนี้ทั้งสิ้น
รถยนต์ ถ้าซื้อมาขับเองตามปกติ มันจะสร้างรายจ่ายมากกว่ารายได้ เท่ากับเป็นหนี้สิน แต่ถ้าซื้อมาเป็นเครื่องมือทำมาหากิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจขนส่งสินค้า มันก็สามารถกลายเป็นทรัพย์สินในเชิงธุรกิจได้
บ้าน ถ้าถามว่าบ้านเป็นทรัพย์สินหรือหนี้สิน? บางคนอาจบอกว่าเป็นทรัพย์สิน นั่นเพราะราคาบ้านในทำเลที่ดีนั้นมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าหากอีกคนหนึ่งไปซื้อบ้านในทำเลที่ไม่ดี หรือโชคร้ายไปซื้อในที่ดินที่ต่อมาอยู่ต่ำกว่าถนน กลายเป็นบ้านที่มีน้ำท่วมอยู่บ่อยๆ ราคาของบ้านย่อมไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด ยังไม่รวมค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบำรุงรักษาบ้านทั้งหลายแหล่ที่จ้องจะดึงเงินของเราออกไปตลอดเวลา เช่นนี้แล้วบ้านก็อาจจะกลายเป็นหนี้สินไปโดยไม่ได้เจตนา
โทรศัพท์มือถือ บางคนบอกมือถือเป็นหนี้สินแน่นอน เพราะซื้อมาปุ๊บราคาก็ตกปั๊บ แถมต้องมีค่าโทรศัพท์ให้จ่ายทุกเดือนอีกด้วย แต่ถ้าเราเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือ และซื้อโทรศัพท์มือถือมาขายต่อ เจ้ามือถือก็กลายเป็นทรัพย์สินในเชิงธุรกิจสำหรับเขาได้เช่นกัน
หุ้น ดูเหมือนว่าจะเป็นทรัพย์สินในรูปแบบตราสารทางการเงินแน่นอน เพราะถ้าซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นขึ้น เราก็ได้กำไร แถมระหว่างทางยังมีเงินปันผลจ่ายให้เราอีกต่างหาก แต่กลับกันถ้าเราเลือกไม่ดี ไปเลือกเอาหุ้นที่ไม่มีคุณภาพ ทำธุรกิจขาดทุนตลอด ราคาหุ้นก็ตกเอาๆ เงินปันผลก็หดลงเรื่อยๆ แบบนี้หุ้นก็กลายสภาพจากทรัพย์สินเป็นหนี้สินไปโดยปริยาย
ครับ พูดมาซะยืดยาว สุดท้ายก็เพียงแค่อยากจะบอกว่า ทรัพย์สินส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ก็แบ่งได้หลักๆออกเป็น 3 อย่างนี้นี่แหละครับ
และหลักของความมั่งคั่งก็คือ "มีรายได้จากทรัพย์สินให้มากกว่ารายจ่ายจากหนี้สิน" ซึ่งจะเป็นหนทางให้คุณไปสู่อิสรภาพทางการเงินในที่สุด
วันนี้คุณมีทรัพย์สินแล้วหรือยังครับ?
No comments:
Post a Comment