Thursday, February 17, 2011

เลือกหุ้นผิดตัว

เคยมีประสบการณ์เลือกหุ้นผิดตัวกันบ้างไหมครับ?

วันนี้ผมอยากเอาประสบการณ์ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับผมโดยตรงมานำเสนอให้ลองเอาไปเป็นอุทธาหรณ์กันบ้างนะครับ

ผมเชื่อว่าการเลือกหุ้นผิดตัวคงเคยเกิดขึ้นกับนักลงทุนแทบทุกคน ผิดแต่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยๆหรือเกิดขึ้นนานๆครั้งก็เท่านั้นเอง

คำจำกัดความของคำว่า เลือกหุ้นผิดตัว ณ จุดนี้หมายถึง การที่เราคัดเลือกบริษัทที่เราคิดว่ามีความแข็งแกร่ง และมีศักยภาพในการทำกำไรให้เติบโตขึ้นได้ในอนาคตอย่างมั่นคงมากลุ่มหนึ่ง จากนั้นด้วยทุนทรัพย์ที่เรามีอย่างจำกัด เราจึงต้องชั่งใจว่าจะจัดสรรเงินทุนของเราไปลงทุนกับบริษัทไหนดี ระหว่าง A หรือ B (หรือ C, D, E ตามจำนวนตัวเลือก) โดยความคิดของเราก็คือ เลือกตัวที่ดีที่สุด ในจำนวนตัวดีๆที่เราคัดมาแล้ว ย่อมต้องได้ตัวที่สุดยอดแน่นอน

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นว่า ไอ้ตัวที่เราเลือก กลับไม่ได้สร้างผลตอบแทนให้อย่างที่หวัง กำไรของบริษัทก็ไม่เติบโตอย่างที่เราคิด ในขณะที่ตัวอื่นที่เราไม่ได้เลือกนั้น ธุรกิจกลับพุ่งขึ้นเหมือนติดจรวด ราคาหุ้นก็วิ่งเอาๆราวกับกระทิงเปลี่ยวกันเลยทีเดียว

นั่นแหละครับที่ผมขอเรียกว่า "เลือกหุ้นผิดตัว"

ตัวผมเองก็เช่นกัน ตั้งแต่ผมลงทุนมา มีอย่างน้อย 2 ครั้งที่ผมมีความรู้สึกว่า ตัวเองเลือกหุ้นผิดตัวอย่างรุนแรง ชนิดที่เรียกว่าไม่น่าให้อภัย ซึ่งทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติปี 2008 ที่วิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบชิ่งมายังประเทศไทยจนตลาดหุ้นไทยดิ่งหัวลงแบบแทบไม่เห็นก้น

ครั้งแรกนั้นผมกำลังชั่งใจเลือกหุ้นที่ทำธุรกิจให้เติบโตได้ในระดับที่ดีมากตลอดหลายๆปีที่ผ่านมา จนผมคัดมาได้เหลือเพียง 2 ตัวเท่านั้น นั่นคือหุ้น M** และ หุ้น C**

หุ้นตัวแรกทำธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร และบริหารโรงแรม โดยมี CEO ฝีมือเยี่ยมซึ่งเป็นคนที่ผมชื่นชมมานานเป็นผู้บริหารคอยกุมบังเหียนใหญ่อยู่ ในช่วงวิกฤติขณะนั้นหุ้นตัวดังกล่าวราคาลดลงไปมากจนไม่น่าเชื่อ ผมจึงตั้งใจจะซื้อเก็บเอาไว้

หุ้นอีกตัวหนึ่งเป็นหุ้นที่ทำธุรกิจ Convenient store ยอดนิยม ที่มีอัตราการเติบโตอย่างน่าทึ่ง และราคาก็ลดลงมามากเช่นกัน

และแล้วผมก็ตัดสินใจเลือกหุ้นตัวแรกครับ ด้วยสาเหตุง่ายๆเพียงแค่ว่า PE ต่ำกว่า!

น่าเขกกระโหลกตัวเองมั๊ยครับ?

ทุกวันนี้หุ้นตัวที่สองมีราคาสูงขึ้นจากวันที่ผมนั่งตัดสินใจประมาณ 300% ซึ่งผลตอบแทนของหุ้นตัวแรกไม่อาจเทียบได้เลย

อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ผมกำลังตัดสินใจเลือกหุ้นโรงพยาบาลอยู่ 2 ตัวซึ่งขึ้นต้นด้วยตัว B ทั้งคู่ ตัวแรกทำธุรกิจโรงพยาบาลแบบเน้นความหรูหรา และมีแหล่งรวมอยู่ที่จุดเดียว ในขณะที่ตัวที่สองเน้นการขยายงานอย่างดุเดือด ลุยดะไปแทบทุกภูมิภาค โดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆทั้งสิ้น

แล้วผมก็ตัดสินใจเลือกหุ้นตัวแรกเพราะผมเป็นพวกกังวลเกี่ยวกับการขยายงานที่มากเกินไป และมองว่าธุรกิจโรงพยาบาลควรมุ่งเน้นคุณภาพ และสร้างแบรนด์ที่จุดเดียวจะยั่งยืนกว่า

กาลเวลาผ่านไป หุ้นโรงพยาบาลที่เน้นการขยายงานได้พิสูจน์แล้วว่า การขยายธุรกิจด้วยการเข้า "ซื้อ" ธุรกิจโรงพยาบาลอื่นๆ เป็นกลยุทธ์ที่ "ถูกใจ" นักลงทุนเป็นยิ่งนัก ราคาหุ้นก็พุ่งสูงขึ้นตามการเติบโตจนน่าอิจฉา

ปัญหาของผมคืออะไร?

ปัญหาของผมก็คือการอ่านเกมส์ธุรกิจที่ยังไม่เฉียบคมพอ ไปจนถึงการละเลยการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงกลยุทธ์และทัศนคติของผู้บริหารต่อการเติบโตของบริษัท และที่สำคัญที่ไม่น่าให้อภัยก็คือ การที่ผมให้ความสำคัญกับค่า PE มากเกินไป

ปัจจุบันนี้ผมพยายามพัฒนาการมองธุรกิจของผมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองทำการค้นคว้าน้อยเกินไปก่อนซื้อหุ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขต่อไปในอนาคต

ครับ บทความนี้ผมแทบไม่ได้พูดถึงเงินปันผลเลย นั่นเพราะหุ้นทั้งหมดที่ผมนั่งเลือกอยู่นั้นเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลออกมาค่อนข้างน้อย และเป็นหุ้นที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจมากกว่าซึ่งผมไปกล่าวไปในตอนที่ผ่านๆมาแล้วว่าใน Portfoilio ของเราโดยเฉพาะสำหรับคนที่ Port ยังเล็กอยู่ ควรจะมีทั้งหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง และหุ้นที่เน้นการเติบโตของธุรกิจในสัดส่วนที่เหมาะสม

หวังว่าบทความนี้จะเป็นบทเรียนให้กับการเลือกซื้อหุ้นเติบโตให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆนักลงทุนได้บ้างนะครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

 

Saturday, February 12, 2011

อย่ายึดมั่นถือมั่นไปกับหุ้น

ไม่ทราบว่านักลงทุนทั้งหลายมีอาการแบบนี้กันบ้างไหมครับ ที่เวลาเราลงทุนอยู่ในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เรามีความรู้สึกรักหุ้นตัวนั้นเหลือเกิน รู้สึกดีกับมันเป็นพิเศษ ใครจะว่าอะไรธุรกิจของหุ้นนั้นๆก็ตาม เราก็มักจะมีข้อแก้ต่างให้กับหุ้นของเราเสมอๆ

ถ้าใช่ แปลว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะหลงใหลยึดติดอยู่กับหุ้นตัวนั้น

แต่ถ้าคุณปฏิเสธ ..... ลองนึกดูให้ดีอีกครั้งนะครับ :D

ผมก็เช่นกัน เวลาลงทุนในหุ้นแต่ละตัว ผมก็มักจะคิดพิจารณาจนรอบคอบเสียก่อนว่าธุรกิจเบื้องหลังหุ้นตัวนั้นเป็นอย่างไร? ปลอดภัยหรือไม่? และทำธุรกิจที่เราชอบหรือเปล่า? วิธีการคิดง่ายๆของผมก็คือ ผมจะรู้สึกอย่างไรถ้าไปบอกเพื่อนๆว่าผมเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจของหุ้นนั้นๆ?

ถ้าผมรู้สึกภูมิใจที่จะบอกกล่าวให้คนทั่วไปรู้ นั่นแสดงว่าธุรกิจนั้นๆเป็นธุรกิจที่ผมหลงใหลอยู่พอสมควร แต่ถ้าไม่ ผมคงต้องคิดใหม่ทำใหม่กับหุ้นตัวนั้น

ฟังดูเผินๆอาจไม่มีอะไรเสียหาย เรารักเราชอบหุ้นแต่ละตัวเพราะหุ้นตัวนั้นดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดี เป็นธุรกิจที่ปลอดภัย และตรงกับความชอบส่วนตัวของนักลงทุน นั่นก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ทว่าผลเสียที่ตามมามักจะเกิดขึ้นถ้าหากว่าอาการหลงใหลได้ปลื้มนั้นมีมากเกินไปจนกลายเป็นการยึดมั่นถือมั่นเอาเข้าให้

วิธีการตรวจสอบง่ายๆว่าเรา "ยึดมั่นถือมั่น" กับหุ้นตัวนั้นๆแล้วหรือยัง ก็อย่างเช่น

  • เรามองเห็นแต่ข้อดีของหุ้นตัวนั้นจนมองหาข้อเสียไม่เจอเลย
  • และเรามักเอาข้อดีของหุ้นตัวนั้นไปบอกให้คนอื่นฟัง พอโดนแย้งขึ้นมาก็เถียงคอเป็นเอ็น
  • เราพูดว่าเรา "รัก" หุ้นตัวนั้นเหลือเกิน
  • เรารู้สึกว่าหุ้นตัวนั้นดีมากๆ เวลาที่ราคาหุ้นสูงขึ้น และตลาดมองผิดไปเองเวลาที่ราคาหุ้นลดต่ำลง
  • เรารู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของบริษัทของหุ้นนั้นๆอย่างเต็มตัว

ถ้ามีอาการอย่างข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อจากด้านบน แปลว่าคุณเริ่มมีอาการยึดมั่นถือมั่นในหุ้น มากน้อยตามแต่จำนวนข้อนั่นแล

อาการยึดมั่นถือมั่นในหุ้นจะส่งผลเสียเป็นอย่างมากสำหรับการลงทุน นั่นเพราะอาการดังกล่าวทำให้นักลงทุนเกิดอคติและความเป็นกลางในการพิจารณาหุ้นตัวนั้น ทำให้นักลงทุนไม่สามารถขายหุ้นตัวนั้นออกไป ถึงแม้ผลประกอบการของธุรกิจจะตกต่ำลง และการตกต่ำนั้นมีแนวโน้มจะเป็นไปอย่างถาวรก็ตาม

พอรู้ตัวอีกที ก็อาจสายเกินไปแล้ว

วิธีการแก้ไขอาการยึดมั่นถือมั่นในหุ้นที่ดีที่สุดก็คือการเจริญสติ และทำสมาธิให้อยู่กับเนื้อกับตัว พิจารณาธุรกิจเหล่านั้นตามความเป็นจริง ไม่หลอกตัวเอง พร้อมทั้งบอกตัวเองไว้เสมอว่า ไม่มีอะไรที่มันจะจีรังยั่งยืนไปได้ตลอดเวลา อย่าไปยึดติดกับมันให้มากนัก

จะได้ไม่ต้องเจ็บใจมากนัก เวลาหุ้นที่รักทำให้ช้ำใจนะครับ

ปิดท้าย post นี้ด้วยเพลงร็อกจังหวะมันส์ๆ ของวง The Killers ที่ออกมาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว เพลงนี้มีชื่อเพลงว่า When You Were Young เนื้อหาเพลงอาจฟังเข้าใจยากสักหน่อย แต่โดยรวมก็คือการบอกกล่าวแก่ผู้หญิงว่า ผู้ชายทุกคนแม้จะดูเป็นคนดีขนาดไหน แต่ต่างคนก็มีด้านมืดของตัวเองกันทั้งนั้น เมื่อพวกเขาพลาดพลั้ง ขอให้นึกถึงความดีที่เขาเคยทำให้คุณ และการให้อภัยอาจเป็นทางออกที่ดีนะครับ

สาวๆเห็นด้วยมั๊ยก็ลองฟังกันเอาเองนะจ๊ะ 

Happy Valentine's Day ครับ :)

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend