เคยมีประสบการณ์เลือกหุ้นผิดตัวกันบ้างไหมครับ?
วันนี้ผมอยากเอาประสบการณ์ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับผมโดยตรงมานำเสนอให้ลองเอาไปเป็นอุทธาหรณ์กันบ้างนะครับ
ผมเชื่อว่าการเลือกหุ้นผิดตัวคงเคยเกิดขึ้นกับนักลงทุนแทบทุกคน ผิดแต่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยๆหรือเกิดขึ้นนานๆครั้งก็เท่านั้นเอง
คำจำกัดความของคำว่า เลือกหุ้นผิดตัว ณ จุดนี้หมายถึง การที่เราคัดเลือกบริษัทที่เราคิดว่ามีความแข็งแกร่ง และมีศักยภาพในการทำกำไรให้เติบโตขึ้นได้ในอนาคตอย่างมั่นคงมากลุ่มหนึ่ง จากนั้นด้วยทุนทรัพย์ที่เรามีอย่างจำกัด เราจึงต้องชั่งใจว่าจะจัดสรรเงินทุนของเราไปลงทุนกับบริษัทไหนดี ระหว่าง A หรือ B (หรือ C, D, E ตามจำนวนตัวเลือก) โดยความคิดของเราก็คือ เลือกตัวที่ดีที่สุด ในจำนวนตัวดีๆที่เราคัดมาแล้ว ย่อมต้องได้ตัวที่สุดยอดแน่นอน
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นว่า ไอ้ตัวที่เราเลือก กลับไม่ได้สร้างผลตอบแทนให้อย่างที่หวัง กำไรของบริษัทก็ไม่เติบโตอย่างที่เราคิด ในขณะที่ตัวอื่นที่เราไม่ได้เลือกนั้น ธุรกิจกลับพุ่งขึ้นเหมือนติดจรวด ราคาหุ้นก็วิ่งเอาๆราวกับกระทิงเปลี่ยวกันเลยทีเดียว
นั่นแหละครับที่ผมขอเรียกว่า "เลือกหุ้นผิดตัว"
ตัวผมเองก็เช่นกัน ตั้งแต่ผมลงทุนมา มีอย่างน้อย 2 ครั้งที่ผมมีความรู้สึกว่า ตัวเองเลือกหุ้นผิดตัวอย่างรุนแรง ชนิดที่เรียกว่าไม่น่าให้อภัย ซึ่งทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติปี 2008 ที่วิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบชิ่งมายังประเทศไทยจนตลาดหุ้นไทยดิ่งหัวลงแบบแทบไม่เห็นก้น
ครั้งแรกนั้นผมกำลังชั่งใจเลือกหุ้นที่ทำธุรกิจให้เติบโตได้ในระดับที่ดีมากตลอดหลายๆปีที่ผ่านมา จนผมคัดมาได้เหลือเพียง 2 ตัวเท่านั้น นั่นคือหุ้น M** และ หุ้น C**
หุ้นตัวแรกทำธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร และบริหารโรงแรม โดยมี CEO ฝีมือเยี่ยมซึ่งเป็นคนที่ผมชื่นชมมานานเป็นผู้บริหารคอยกุมบังเหียนใหญ่อยู่ ในช่วงวิกฤติขณะนั้นหุ้นตัวดังกล่าวราคาลดลงไปมากจนไม่น่าเชื่อ ผมจึงตั้งใจจะซื้อเก็บเอาไว้
หุ้นอีกตัวหนึ่งเป็นหุ้นที่ทำธุรกิจ Convenient store ยอดนิยม ที่มีอัตราการเติบโตอย่างน่าทึ่ง และราคาก็ลดลงมามากเช่นกัน
และแล้วผมก็ตัดสินใจเลือกหุ้นตัวแรกครับ ด้วยสาเหตุง่ายๆเพียงแค่ว่า PE ต่ำกว่า!
น่าเขกกระโหลกตัวเองมั๊ยครับ?
ทุกวันนี้หุ้นตัวที่สองมีราคาสูงขึ้นจากวันที่ผมนั่งตัดสินใจประมาณ 300% ซึ่งผลตอบแทนของหุ้นตัวแรกไม่อาจเทียบได้เลย
อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ผมกำลังตัดสินใจเลือกหุ้นโรงพยาบาลอยู่ 2 ตัวซึ่งขึ้นต้นด้วยตัว B ทั้งคู่ ตัวแรกทำธุรกิจโรงพยาบาลแบบเน้นความหรูหรา และมีแหล่งรวมอยู่ที่จุดเดียว ในขณะที่ตัวที่สองเน้นการขยายงานอย่างดุเดือด ลุยดะไปแทบทุกภูมิภาค โดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆทั้งสิ้น
แล้วผมก็ตัดสินใจเลือกหุ้นตัวแรกเพราะผมเป็นพวกกังวลเกี่ยวกับการขยายงานที่มากเกินไป และมองว่าธุรกิจโรงพยาบาลควรมุ่งเน้นคุณภาพ และสร้างแบรนด์ที่จุดเดียวจะยั่งยืนกว่า
กาลเวลาผ่านไป หุ้นโรงพยาบาลที่เน้นการขยายงานได้พิสูจน์แล้วว่า การขยายธุรกิจด้วยการเข้า "ซื้อ" ธุรกิจโรงพยาบาลอื่นๆ เป็นกลยุทธ์ที่ "ถูกใจ" นักลงทุนเป็นยิ่งนัก ราคาหุ้นก็พุ่งสูงขึ้นตามการเติบโตจนน่าอิจฉา
ปัญหาของผมคืออะไร?
ปัญหาของผมก็คือการอ่านเกมส์ธุรกิจที่ยังไม่เฉียบคมพอ ไปจนถึงการละเลยการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงกลยุทธ์และทัศนคติของผู้บริหารต่อการเติบโตของบริษัท และที่สำคัญที่ไม่น่าให้อภัยก็คือ การที่ผมให้ความสำคัญกับค่า PE มากเกินไป
ปัจจุบันนี้ผมพยายามพัฒนาการมองธุรกิจของผมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองทำการค้นคว้าน้อยเกินไปก่อนซื้อหุ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขต่อไปในอนาคต
ครับ บทความนี้ผมแทบไม่ได้พูดถึงเงินปันผลเลย นั่นเพราะหุ้นทั้งหมดที่ผมนั่งเลือกอยู่นั้นเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลออกมาค่อนข้างน้อย และเป็นหุ้นที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจมากกว่าซึ่งผมไปกล่าวไปในตอนที่ผ่านๆมาแล้วว่าใน Portfoilio ของเราโดยเฉพาะสำหรับคนที่ Port ยังเล็กอยู่ ควรจะมีทั้งหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง และหุ้นที่เน้นการเติบโตของธุรกิจในสัดส่วนที่เหมาะสม
หวังว่าบทความนี้จะเป็นบทเรียนให้กับการเลือกซื้อหุ้นเติบโตให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆนักลงทุนได้บ้างนะครับ
Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall
or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend
No comments:
Post a Comment