Wednesday, May 9, 2012

ลงทุนหุ้นเหมือนเล่นเกมส์

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

________________________________________________________________

ผมยังเป็นเด็กอยู่ครับ...

พูดกันตรงๆ อายุจริงผมก็ไม่ได้เด็กเท่าไหร่แล้วล่ะครับ แต่ผมมักนึกเสมอว่าตัวเองยังเป็นเด็กอยู่ หลายครั้งที่ผมเห็นคนที่อายุมากกว่าผม หรือแม้แต่รุ่นราวคราวเดียวกันกับผม มักหลงลืมความเป็นเด็ก คิดแต่จะคร่ำเคร่งกับการงานการเงิน จนลืมมองไปว่า การมองสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนการเล่นอย่างหนึ่ง จะทำให้เรื่องงานเป็นสิ่งที่เพลิดเพลินเจริญใจขึ้นมาได้อีกมากทีเดียว

ในเรื่องของการลงทุนก็เช่นเดียวกัน หากใครมองการลงทุนเป็นเพียงเรื่องของตัวเลขและสถิติมากมาย, จริงจังกับการหากำไร, เอาเป็นเอาตายกับการจ้องมองราคาหุ้น ผลที่ได้อาจจะเป็นความเครียดหรือความผิดหวังหากไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีนักหากคุณต้องการจะเป็นนักลงทุนไปนานๆ

เทคนิคของผมในการจัดการกับเรื่องนี้ก็คือ การมองการลงทุนเหมือนการเล่นวีดีโอเกมส์ ที่คิดได้แบบนี้เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบเล่นวีดีโอเกมส์มากๆ เล่นมันทุกแนวตั้งแต่เกมส์อมตะอย่างมาริโอ้, เกมส์ต่อสู้แบบสตรีท ไฟ้ต์เตอร์ หรือแม้แต่เกมส์ภาษาอย่างตระกูลไฟน่อลแฟนตาซี่ ทั้งหมดผ่านมือผมมาหมดแล้ว

หากจะเปรียบเทียบการลงทุนในหุ้นให้เหมือนกับการเล่นเกมส์ คงต้องเปรียบเทียบกับเกมส์ภาษา หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Role Playing Game จึงจะเหมาะสม เนื่องจากเกมส์ประเภทนี้ใช้เวลานานในการเอาชนะ จะต้องดำเนินเรื่องให้ถูกต้องตามแนวทางของตัวละครภายในเกมส์ และเราในฐานะคนเล่น จะต้องวางแผนวางกลยุทธ์ จัดเตรียมไพร่พล เพื่อนฝูง ในการที่จะเอาชนะเกมส์ในแต่ละด่านจนไปถึงบอสใหญ่ของเกมส์

เมื่อผมมองไปที่การลงทุนในหุ้นให้เหมือนการเล่นเกมส์ภาษา หุ้นแต่ละตัวของผมก็เหมือนกับไพร่พลที่ผมจะต้องจัดทัพให้ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละสภาพเศรษฐกิจในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อที่จะนำมันบุกเอาชนะบอสใหญ่ของเกมส์คือการไปสู่ความมั่งคั่งทางการเงินในท้ายที่สุด ยามใดที่ผมรู้สึกว่ามีหุ้นตัวใดในทีมที่เริ่มอ่อนแอ ผมก็จะปรับมันออก และพยายามหาหุ้นตัวใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเข้ามาสู่ทีมเพื่อบุกตะลุยต่อไปด้วยกัน

เกมส์ภาษาและเกมส์การลงทุนมีจุดร่วมเดียวกันคือต้องมีระยะเวลาการเล่นค่อนข้างนาน ดังนั้นผมจะไม่กดปุ่ม Reset เพื่อเริ่มต้นเกมส์ใหม่บ่อยๆ แต่ผมจะใช้วิธี Save Game ตามจุดต่างๆ เผื่อหากผมพลาด ผมสามารถจะเริ่มที่จุดที่ตัวเอง Save เอาไว้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มเกมส์ใหม่ทั้งหมด เปรียบเสมือนการรู้จักขายหุ้นเพื่อลดต้นทุนออกไปบ้าง นำเงินทุนของตัวเองออกมา แล้วปล่อยให้กำไรส่วนเกินที่หามาได้ทำหน้าที่ที่เหลือของมันเองต่อไป

ครับ คนไหนที่ไม่ได้เล่นวีดีโอเกมส์อาจไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับบทความนี้สักเท่าไหร่ แต่ถ้าคนไหนที่พอเข้าใจเรื่องวีดีโอเกมส์อยู่บ้าง ผมก็อยากให้ลองเอาเรื่องนี้ไปเปรียบกับการลงทุนของคุณดู คุณอาจจะจินตนาการไปเลยก็ได้ว่าหุ้นตัวไหนเป็นพระเอก เป็นตัวละครอะไร และหุ้นตัวไหนเป็นพระรองคอยสนับสนุน

แล้วคุณจะรู้ว่า การลงทุนในหุ้นมันก็สนุกไม่ต่างกับการเล่นวีดีโอเกมส์เลยทีเดียวเชียว!

 ______________________________________________________________________________________________

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Friday, September 30, 2011

ใครๆก็ "ดอย" ได้

มีคนเคยถามผมว่า "เล่นหุ้นแล้วติดดอยจะทำอย่างไรดี?"

ผมก็ตอบเขาไปว่า "ติดดอยแล้วกลางคืนนอนหลับมั๊ย? ถ้ายังหลับสบายดีก็ปล่อยไป แต่ถ้าไม่...ก็ขายซะเถอะ"

เขาถามต่อว่า "แล้วแกไม่เคยติดดอยเลยรึไง?"

"ติดสิวะ บ่อยด้วย แต่ก็ยังนอนหลับสบาย ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนัก เลยยังไม่ได้ขาย ก็เท่านั้นเอง"

.....

ครับ ใครๆก็ติดดอยได้ทั้งนั้น ปัญหาสำคัญจริงๆแล้วอยู่ที่ว่า "ติดดอยแล้วทำอย่างไร?"

ถ้าคุณอยู่ในอาการ "ติดดอย" ในฐานะนักเก็งกำไร คุณคือคนที่ขายตัดขาดทุนไม่ทัน จนราคาหุ้นลดลงมากถึงจุดที่คุณทำใจไม่ได้ที่จะขายทิ้งที่ราคาปัจจุบัน

แต่ถ้าคุณติดดอยในฐานะที่เป็นนักลงทุนระยะยาว คุณคิอคนที่ซื้อหุ้นในสภาวะที่ตลาด Sideway หรือกระทิง พอเจอหมีตะปบปุ๊บ หุ้นจึงร่วง และด้วยความที่เป็นนักลงทุนระยะยาว คุณจึง "ติดดอย" ไปโดยปริยาย

ในที่นี้ผมจะพูดถึงหลักในการที่จะเอาตัวรอดจากภาวะ "ติดดอย" ซึ่งน่าจะมีดังต่อไปนี้ครับ

1. ต้องมีรายได้ในทางอื่นนอกเหนือจากการซื้อขายหุ้น : รายได้ในทางอื่นก็มีมากมายหลายแบบ เช่น เงินเดือนประจำ, รายได้จากธุรกิจที่ทำอยู่แล้ว, ค่าเช่าที่เก็บได้ หรือแม้แต่เงินปันผลหรือดอกเบี้ยของปีที่ผ่านมาซึ่งยังใช้ไม่หมด ฯลฯ การมีรายได้จากทางอื่นจะทำให้นักลงทุนไม่รู้สึกเครียดจนเกินไปเมื่อหุ้นตก

2. ต้องทำการตรวจสอบหุ้นที่เราลงทุนอยู่อย่างละเอียดอีกครั้ง : หุ้นที่เราลงทุนอยู่นั้นทำธุรกิจมีกำไรหรือไม่, กำไรจะยังดีอยู่หรือไม่ใน 1-2 ปีข้างหน้า และขณะนี้จ่ายเงินปันผลเท่าไหร่ และจะจ่ายเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นหรือไม่ในปีหน้า ถ้าคำตอบมีแต่ใช่กับใช่ ผมเชื่อว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปกังวลกับการติดดอยให้มากนัก

3. เก็บหอมรอมริบ นำเงินมาลงทุนเพิ่ม : อันนี้จะทำได้ต้องผ่าน ข้อ2 เสียก่อน นั่นคือเรามั่นใจว่ากำไรและเงินปันผลของหุ้นที่เรามีอยู่จะไม่ลดลงในปีนี้และปีหน้า ซ้ำยังอาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย ถ้าเป็นแบบนี้แปลว่าตลาดหลักทรัพย์กำลังทำโปรโมชั่นลดราคาของดีมีคุณภาพ นักลงทุนก็ควรหาเงินมาลงทุนเพิ่ม

4. รู้จักฝึกสติ ทำสมาธิ และทำจิตใจให้สบาย : อันนี้ใช้ธรรมะเข้าช่วย และไม่ได้แนะนำให้ฝึกฝนเฉพาะช่วงที่ติดดอยเท่านั้นนะครับ แต่ให้ทำทุกเมื่อที่รู้สึกตัวไม่ว่าตลาดจะขึ้นจะลง การมีสติจะช่วยให้เราคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและไม่หวั่นไหวไปกับข่าวทั้งดีและร้ายที่มากระทบการลงทุนครับ

ทั้ง 4 ข้อน่าจะเป็นข้อควรปฏิบัติของนักลงทุนที่ประสบปัญหา "ติดดอย" ได้เป็นอย่างดี อย่าลืมว่าตลาดหุ้นเมื่อมีขึ้นย่อมต้องมีลง และเมื่อมีลงก็ย่อมต้องมีขึ้นเป็นธรรมดา ขอเพียงแค่เราถือหุ้นที่ทำธุรกิจแล้วมีกำไร และจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เท่านี้นักลงทุนก็สามารถเอาตัวรอดจากอาการ "ติดดอย" ได้

แต่ว่าจะได้ผลตอบแทนมากหรือน้อย อันนี้ผมคงตอบไม่ได้นะครับ

ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

Thursday, September 22, 2011

หุ้นจะขึ้นหรือลง(อย่างยั่งยืน)ได้อย่างไร?

ช่วงปี 2554 เป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างมาก เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตกลงไปต่ำกว่า 1,000 จุดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นดีดฟื้นกลับมาวิ่งเล่นแถวเกือบ 1,100 จุดช่วงกลางปี และในขณะที่ผมเขียนบทความนี้อยู่นั้น ดัชนีปรับตัวลดลงไปปริ่มๆจะถึง 1,000 จุดอีกครั้งแล้ว 

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่มีการขึ้นลงตลอดเวลานั้น สร้างความรู้สึกให้แก่นักลงทุนแต่ละประเภทแตกต่างกันไป กลุ่มที่เป็นนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นอาจมีความเห็นว่าตลาดปีนี้เล่นยากเหลือเกิน เดาลำบาก ไม่รู้จะเก็งทางไหนดี ส่วนกลุ่มที่เน้น Fund Flow คืออาศัยการเข้าออกของเงินทุนเป็นสำคัญก็ต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจมหภาคอย่างใกล้ชิด ทั้งวิกฤติหนี้ในยุโรป และปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเรื้อรังที่อเมริกา ส่วนกลุ่มที่เน้นการวิเคราะห์ธุรกิจแบบ Bottom Up คือเน้นวิเคราะห์เป็นรายบริษัทไปนั้น อาจไม่ได้สนใจภาวะตลาดโดยรวมเท่าไหร่ โดยสนใจเพียงประสิทธิภาพการทำกำไรและสุขภาพของบริษัทที่เราลงทุนเป็นสำคัญก็พอ

เมื่อการวิเคราะห์ต่างกัน การขึ้นๆลงๆของราคาหุ้นของแต่ละคนก็ย่อมมีเหตุผลที่ต่างกัน แต่แบบไหนที่มี "ความยั่งยืน" มากกว่ากัน?

(คำว่ายั่งยืนในที่นี้ มีความหมายว่าเป็นการขึ้นหรือลงของราคาหุ้นที่มีแนวโน้มค่อนข้างถาวร)

การขึ้นลงของราคาหุ้นในมุมมองของนักเก็งกำไรจะมีเรื่องของฝีมือของ "จ้าว" หรือ "เจ้ามือ" เป็นสำคัญ เช่นถ้าหากหุ้นขึ้น นักเก็งกำไรอาจบอกว่าวันนี้เจ้ากำลังไล่ราคา และเมื่อหุ้นลงก็จะระบุว่าหุ้นถูกเจ้า "ทุบ" ดังนั้นในความเห็นของผม การขึ้นลงของราคาหุ้นแบบนี้ไม่มีความยั่งยืนเลย เพราะไปผูกติดอยู่กับความประสงค์ของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เป็น "เจ้ามือ" เท่านั้น การลงทุนโดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นด้วยเหตุผลเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย หรือถ้าหากมองด้วยสายตาของนักลงทุนที่เน้นการเข้าออกของ Fund Flow หรือ "ฝรั่ง" ก็จะมองว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงได้เมื่อมีการโยกย้ายเงินทุนไปมาในแต่ละตลาดเป็นสำคัญ การเข้าไปเล่นรอบแบบนี้อาจมีเหตุผลรองรับมากกว่าแบบเก็งกำไรล้วนๆ แต่นั่นก็ยังไม่ถือว่าเป็นการขึ้นลงของราคาหุ้นที่มีความยั่งยืนเพียงพอ เนื่องจากเราต้องไปกะเกณฑ์ว่าเมื่อไหร่เงินฝรั่งจะเข้าและเมื่อไหร่จะออก เป็นเช่นนี้อยู่ร่ำไป

การขึ้นลงของราคาหุ้นที่ผมเชื่อว่ามีความยั่งยืนมากกว่าก็คือการขึ้นลงที่มาจากเหตุผลภายในของตัวธุรกิจแต่ละธุรกิจเอง เช่นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของกำไร หรือการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของเงินปันผล เป็นต้น เพราะการวิเคราะห์การขึ้นลงของหุ้นด้วยเหตุผลแบบนี้ อย่างน้อยที่สุดเราจะพอรู้ว่า "ก้นเหว" ของมันอยู่ที่ไหน เช่น ที่ราคาหุ้น 10 บาท หุ้น A มีการจ่ายเงินปันผลที่ 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield = 6% หากหุ้น A โดนเจ้ามือทุบ, ฝรั่งเทขาย จนเหลือหุ้นละ 5 บาท คิดเป็น Dividend Yield = 12% ซึ่งถือว่ามากพอที่จะดึงดูดนักลงทุนระยะยาวที่เน้นเงินปันผล อาจรวมถึงกองทุนรวมต่างๆให้เข้ามาลงทุนที่ราคานี้ ดังนั้นเราน่าจะพออนุมานได้ว่าต่อให้ตลาดเลวร้ายอย่างไร หุ้น A ก็ไม่น่าตกเกินกว่า 5 บาทอันเป็นจุดที่ความไม่มีเหตุผลของ Dividend Yield เพิ่มมากเกินไป 

ข้อแม้สำคัญของความยั่งยืนแบบนี้คือตัวธุรกิจของหุ้นนั้นต้องมีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนด้วย เพื่อให้ตาข่ายรองรับราคาหุ้นอย่างเช่นเงินปันผลมีความแน่นอน และยิ่งหากมันมีอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เหมือนเป็นการปรับระดับตาข่ายรองรับราคาหุ้นเหล่านี้ให้สูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร หุ้นเหล่านี้ก็จะยังอยู่รอดปลอดภัย และราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างยั่งยืนครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

 

Wednesday, August 10, 2011

Entertainment -- จาระบี (ลื่นขั้นเทพ) by DJ Suharit

เอาล่ะครับ ระหว่างรอบทความต่อไปที่กำลังจะออกมา ผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เอาเพลงมาฝากกันนานแล้ว

วันนี้เลยขอจัดเพลงไทยในจังหวะโจ๊ะๆ มันส์ๆ กันให้ซัก 1 เพลง

เพลงนี้เป็นเพลงของ DJ โต้ สุหฤท สยามวาลา ซึ่งจะว่าไปแล้วพี่เขาก็ไม่ใช่มือใหม่ในวงการเพลงเมืองไทยแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าหลายๆเพลงที่ออกมาก่อนหน้านี้ค่อนข้างจะล้ำหน้าคนฟังเกินไปสักหน่อย ทำให้ไม่มีเพลงไหนที่ติดหูคนฟังเพลงสักเท่าไหร่นัก

มาคราวนี้เหมือน DJ โต้ จะเริ่มจับทางถูก เอาสไตล์ Electronic ที่ตัวเองชอบมาผสมป๊อบเล็กๆ ใส่จังหวะร็อกสนุกๆเข้าไปอีกหน่อย เขย่าๆออกมากลายแนวที่ผมคิดว่าจะต้องโดนใจนักฟังเพลงกลุ่มใหญ่ในเมืองไทยแน่นอน

เพลงนี้ที่ปล่อยออกมาชื่อว่า "จาระบี (ลื่นขั้นเทพ)" พูดถึงความกะล่อนของผู้ชายแต่สุดท้ายยังไงก็กลับมาหาตัวจริงของตัวเองอยู่ดี 

ได้ บู้ วง Slur มาช่วยร้องท่อนแยก แล้วได้เสียงใสๆ เพราะๆของนักร้องสาว (ไม่รู้ใช่คนใน MV หรือเปล่า) มาคอรัสให้ บวกจังหวะสนุกๆของเพลง ทำให้เพลงนี้ฟังได้ฟังดีไม่มีเบื่อครับ

ท้ายนี้ผมขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน และตีลังกายันว่าผมชอบเพลงจริงๆ ไม่เกี่ยวกับ MV แต่อย่างใดทั้งสิ้นนะครับ :D

 

Thursday, July 7, 2011

การหามูลค่าหุ้นที่ควรซื้อด้วย Gordon Growth Model

หายหน้าหายตาไปนาน กลับมาครั้งนี้น่าจะถูกใจใครหลายๆคนที่อยากจะรู้ว่า "ควรซื้อหุ้นนี้ที่ราคาไหนดี?"

ในฐานะที่เราเป็นนักลงทุนที่เน้นผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสดและเงินปันผลเป็นหลัก คงจะไม่มีสูตรใดที่ดูจะเหมาะสมไปกว่าสูตรที่ใช้เงินปันผลเป็นหลักในการคำนวณ และในครั้งนี้ผมจะเสนอสูตรที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่สามารถใช้งานได้ดีพอสมควรมาให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆนักลงทุนได้ลองนำไปใช้กันนะครับ

สูตร Gordon Growth Model มีอยู่ว่า 

P = D (1+G) / (RE-G)

สำหรับใครที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องเลขก็ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะผมเองก็ตกเลขเป็นประจำ เรียนก็เรียนสายศิลป์มาตลอด ดังนั้นผมจะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายนะครับ

P ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เราต้องการหา นั่นก็คือราคาที่เหมาะสมของหุ้นตัวนี้ครับ

D ในที่นี้คือจำนวนเงินปันผลงวดล่าสุดที่บริษัทนี้จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น เช่น ถ้าจ่ายเงินปันผลครั้งล่าสุด 5 บาท ก็เอาเลข 5 ไปแทนค่าตัว D ไว้เลย

G ในที่นี้คืออัตราการเติบโตของเงินปันผลที่เราคาดคะเนไว้ อาจหาได้ด้วยการหาสถิติการจ่ายเงินปันผลย้อนหลังหลายๆปีหน่อย แล้วสังเกตดูว่าเงินปันผลที่บริษัทจ่ายนั้นเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกี่ % ต่อปี แล้วนำเลข % ไปแปลงเป็นเลขทศนิยม เช่น 8% ก็จะเท่ากับ 0.08 ครับ จากนั้นเอา 0.08 ไปแทนค่า G ได้เลยครับ

RE ในที่นี้คืออัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่เราควรจะได้ หรือเรียกว่าต้นทุนของเงินของเรานั่นเองครับ ตรงนี้อธิบายด้วยหลักตรรกะว่าถ้าเราเอาเงินไปซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้แล้วได้ดอกเบี้ย 5-6% ต่อปี การลงทุนในหุ้นก็ควรจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่านั้น ดังนั้นการที่เราจะตัดสินใจโยกเงินมาลงทุนในหุ้นก็เท่ากับมีค่าเสียโอกาสแล้ว 5-6% นั่นเอง ตัว RE นี้จึงค่อนข้างจะขึ้นอยู่กับแต่ละตัวบุคคลนะครับว่ามองค่าเสียโอกาสของเงินของตัวเองไว้มากแค่ไหน โดยส่วนตัวผมจะตั้งไว้ที่ประมาณ 12-15% ครับ เพื่อความอนุรักษ์นิยมครับ เอาเป็นว่าในกรณีนี้เราตั้งไว้ที่ 12% เมื่อแปลงเป็นทศนิยมก็จะได้เท่ากับ 0.12 ไปแทนค่า RE ครับ

เมื่อเราได้ตัวเลขทั้งหมดแล้วและนำไปแทนค่าในสูตร ก็จะออกมาเป็น

P = 5 (1 + 0.08) / (0.12 - 0.08)

ค่อยๆทำในวงเล็บก่อน 

P = 5 (1.08 / 0.04)

ทำในวงเล็บก่อนอีกที

P = 5 x 27 

P = 135 บาท

เพราะฉะนั้น จากสูตรคำนวณดังกล่าว ถ้าบริษัทจ่ายเงินปันผลงวดล่าสุดที่ 5 บาท และคาดว่าเงินปันผลน่าจะเติบโตปีละ 8% ไปเรื่อยๆโดยเฉลี่ย โดยที่เราตั้งอัตราผลตอบแทนขึ้นต่ำ หรือเป็นค่าเสียโอกาสของเงินลงทุนของเราไว้ที่ 12% ราคาที่เหมาะสมของหุ้นของบริษัทนี้ก็น่าจะอยู่ที่ 135 บาทนั่นเองครับ

คำแนะนำข้อควรระวัง

1. ไม่มีบริษัทไหนที่จะมีเงินปันผลเติบโตขึ้นในอัตราสูงๆได้ตลอดไป ดังนั้นไม่ควรตั้งอัตราเติบโตของเงินปันผลไว้สูงนัก ใครที่อนุรักษ์นิยมมากอาจตั้งไว้ที่ 3-4% ก็พอก็เป็นได้

2. ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนของเงินลงทุนของเราก็จะสูงขึ้นด้วยนะครับ เพราะพันธบัตรและหุ้นกู้ก็จะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามดอกเบี้ยครับ

3. เมื่อคำนวณหา P ได้แล้ว ถ้าจะให้ดี ควรคิดลดเผื่อความผิดพลาดไว้ด้วยครับ (Margin of Safety) เช่น จากตัวอย่างข้างบนถ้าเราอยากได้ Margin of Safety ซัก 25% ก็เอา 135 บาทตั้งแล้วลดราคาลงไป 25% ก็จะเหลือ 101.25 บาทครับ วิธีการจะทำให้เรามั่นใจในความปลอดภัยของการลงทุนมากยิ่งขึ้นนะครับ

 

 

 

 

 

Wednesday, June 15, 2011

เช่าหรือซื้อดี?

หากดูตามจุดประสงค์ของ Thaidividend.com จะเห็นได้ว่าเราไม่ได้ต้องการที่จะพูดถึงเรื่องของหุ้นและเงินปันผลเพียงอย่างเดียว แต่เรามีความต้องการที่จะแบ่งปันความรู้ทางด้านการเงิน, การออม และการลงทุนในหลายๆด้าน ควบคู่ไปกับการลงทุนที่เน้นเงินปันผลจากหุ้นไปด้วย

การใช้ชีวิตประจำวันของคนเราก็เป็นส่วนหนึ่งเช่นกันที่เราอยากจะพูดถึง เพราะในสังคมปัจจุบัน มักจะมีเรื่องของเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ดังนั้นหากเราสามารถจัดสรรเงินได้อย่างชาญฉลาด รู้จักเก็บออม รู้จักนำกระแสเงินสดส่วนเกินมาลงทุน ก็จะไม่ทำให้เราต้องประสบปัญหาทางการเงินทั้งในปัจจุบันและอนาคต

Home

มาครั้งนี้ผมอยากจะพูดถึงเรื่องของ "บ้าน" พูดตามตรงแล้วแทบทุกคนก็ฝันอยากจะมีบ้านเป็นของตนเองกันทั้งนั้น แต่เราทุกคนก็ตระหนักดีว่าอสังหาริมทรัพย์อย่างบ้าน, ที่ดิน, คอนโดมิเนียมต่างๆเหล่านี้มักมีราคาที่ค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายเงินซื้อบ้านด้วยเงินสดทั้งก้อนได้ในคราวเดียว จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องมีการกู้ยิมเงินจากธนาคารเพื่อมาซื้อบ้านในฝันของเรา

หากเปรียบเทียบกับการเช่าบ้านคนอื่นอยู่แล้วนั้น ผมเองเชื่อมาตลอดว่าการซื้อบ้านย่อมดีกว่าการเช่าบ้านคนอื่นอยู่ นั่นเพราะเมื่อคุณกู้เงินธนาคารมาซ์้อบ้าน ผ่อนแบงก์หมดเมื่อไหร่ กรรมสิทธิ์ในบ้านนั้นก็ตกเป็นของคุณเลย ในขณะที่การเช่า ต่อให้เช่านานแค่ไหน คุณก็ไม่มีวันเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้นได้

ความที่ไม่เคยสงสัยจึงไม่เคยตั้งคำถาม จนเมื่อไม่นานมานี้ได้ไปพบเจอวีดิโอในเวบไซต์ต่างประเทศแห่งหนึ่งที่ตั้งคำถามขึ้นมาว่า "ซื้อบ้านดีกว่าเช่าบ้านเสมอไปจริงๆหรือ?" ไม่รู้อะไรดลใจทำให้ผมคลิกเข้าไปดู และทำให้ผมอยากที่แชร์สิ่งที่ได้รับรู้มาใหม่ให้ทุกๆคนที่อ่านเรื่องนี้อยู่ได้ลองพิจารณากันดูนะครับ

เรื่องมีอยู่ว่า นายอ๋ามีเงินเก็บอยู่ในธนาคารทั้งหมด 250,000 บาท นายอ๋ากำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะซื้อบ้านหรือเช่าบ้านดี โดยเจ้าของบ้านให้ทางเลือกนายอ๋าอยู่ 2 ทางเลือกคือเจ้าของบ้านให้เช่าบ้านในราคาเดือนละ 3,000 บาท แต่ถ้านายอ๋าจะซื้อ เจ้าของบ้านยินดีขายที่ราคา 1 ล้านบาท NET ไม่มีต่อรอง ไม่มีเงินเพิ่ม

ถ้านายอ๋าตัดสินใจเช่าบ้าน นายอ๋าจะต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาทหรือปีละ 36,000 บาท แต่เงินเก็บของนายอ๋าจะยังอยู่ครบที่ 250,000 บาท สมมตินายอ๋าเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้ดอกเบี้ย 4% ต่อปี นายอ๋าจะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมา 10,000 บาท คำนวณแล้วนายอ๋าจะเสียค่าใช้จ่ายไปกับบ้านหลังนี้อย่างเดียวต่อปีที่ 36,000 - 10,000 = 26,000 บาท

ถ้านายอ๋าเลือกที่จะซื้อบ้านในราคา 1 ล้านบาท นายอ๋าจะเอาเงินเก็บทั้งหมด 250,000 บาทไปวางดาวน์บ้านหลังนี้ที่ธนาคาร จากนั้นก็กู้เงินจากธนาคารมาอีก 750,000 บาท กู้เป็นระยะเวลา 30 ปี โดยธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉลี่ยต่อปีที่ประมาณ 6% (หักกลบลบโปรโมชั่นทั้งหลายแหล่แล้ว) ที่อัตราดอกเบี้ยนี้ นายอ๋าจะต้องจ่ายเงินงวดประมาณ 4,500 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 30 ปี นั่นหมายความว่านายอ๋าจะเสียค่าใช้จ่ายไปกับบ้านหลังนี้อย่างเดียวต่อปีที่ 4,500 x 12 = 54,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ว่าการเช่าจะทำให้เงินสดไหลออกจากกระเป๋าของนายอ๋าน้อยกว่าการซื้อ แถมยังมีเงินก้อนเก็บไว้เผื่อหาดอกผลเพิ่มเติมได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตามการซื้อบ้านจะทำให้คุณมีความรู้สึกว่า สักวันหนึ่งบ้านนี้จะเป็นของคุณ อีกทั้งในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว หากมีใครต้องการซื้อบ้านหลังนี้ต่อจากคุณ คุณก็สามารถที่จะขายได้ แถมตามสถิติแล้วราคาบ้านก็มักจะสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปีๆ

ครับ การที่คิดว่าราคาบ้านจะสูงขึ้นทุกๆปีนี่แหละที่ทำให้คนส่วนใหญ่ซื้อมากกว่าเช่าแม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องก็คือจริงอยู่ราคาของอสังหาริมทรัพย์มักจะมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่มันไม่แน่เสมอไปที่ราคาบ้านจะมีราคาสูงขึ้นเสมอทุกๆปี เพราะถ้าหากคุณเผลอไปซื้อบ้านตอนที่เกิดสภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ฯ เมื่อฟองสบู่แตก คุณอาจจะต้องน้ำตาตกในที่เห็นราคาบ้านของตัวเองดำดิ่งสู่ก้นเหวแต่เงินงวดที่ต้องจ่ายให้ธนาคารยังเท่าเดิมก็เป็นได้

เรื่องสมมตินี้อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ในสภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำ เศรษฐกิจชะลอตัว และยังไม่เกิดฟองสบู่ในราคาอสังหาริมทรัพย์ การซื้อบ้านน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในระยะยาว แต่ในช่วงที่ฟองสบู่เบ่งบานเต็มที่ ดอกเบี้ยสูงแต่ราคาบ้านและที่ดินก็สูงแข่งกับดอกเบี้ย การหลบความร้อนแรงแล้วออกมาเช่าบ้านอยู่ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในจังหวะนั้น

คำถามคือจะมีสักกี่คนที่วิเคราะห์เหตุการณ์เหล่านั้นได้อย่างแม่นยำล่ะครับ?

ขอให้ทุกท่านได้พบกับบ้านในฝันโดยเร็วนะครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

Monday, May 30, 2011

สเป๊กหุ้นในฝัน :)

คำว่า "โสด" อาจเป็นคำที่แทงใจดำใครหลายๆคนที่ยังไม่มีคู่หรือคนที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ แต่สำหรับผมแล้วนั้น คำว่า "โสด" ก็เป็นคำธรรมดาๆคำหนึ่ง

ก็ถ้ายังไม่เจอคนที่ "ตรงสเป๊ก" แล้วจะรีบร้อนมีแฟนไปทำไม?

พอบทสนทนามาถึงตรงนี้ ร้อยทั้งร้อยต้องถามต่อว่า "แล้วสเป๊กของ -ึง มันเป็นยังไงล่ะ -ะ !?" 

060-investing-cartoon

ครับ สเป๊กของคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตสำหรับแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนอาจชอบพอที่รูปร่างหน้าตา, บุคลิก และการแต่งกาย ขาว, สวย, หมวย, อึ๋ม หรือหล่อ, ล่ำ, ดำ, ถึก ส่วนบางคนอาจสนใจเฉพาะลักษณะนิสัยใจคอว่าเข้ากับเราได้ไหม, รักเด็กหรือเปล่า, ชอบเลี้ยงหมามั๊ย ฯลฯ และมีไม่น้อยที่บอกว่าจะต้องพิจารณาทั้งสองส่วนไปพร้อมๆกัน

แต่ที่ไม่แตกต่างกันก็คือ เมื่อลงได้เลือกใครเข้ามาคบหาและตกลงแต่งงานเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ทุกคู่ก็ต้องอยากที่จะอยู่กับคู่ของตัวเองตลอดไป

การลงทุนในหุ้นที่เน้นรับเงินปันผลก็คงเช่นกัน 

ในบทความก่อนๆ เราได้เคยคุยกันถึงเรื่องกลยุทธ์การลงทุนและการเลือกหุ้นที่จะลงทุนไปพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการเลือกหุ้นที่เน้นเรื่องของตัวเลขเป็นหลัก เช่นการดูศักยภาพการทำกำไร, เป้าหมายการเติบโตของธุรกิจ, อัตราส่วน PE, PB, ROE, ROA ฯลฯ มาในวันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่อง "สเป๊ก" ของหุ้นในอีกแง่มุมหนึ่งที่อาจทำให้หลายๆคนฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า หุ้นแต่ละตัวที่มีอยู่ใน Portfolio ของเรานั้น เป็นหุ้นที่ตรงสเป๊กเราจริงๆหรือเปล่าหนอ โดยผมจะขอเอาตัวผมเองเป็นกรณีตัวอย่างไปเลยนะครับ

โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบธุรกิจการให้บริการอย่างพวกโรงแรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาไปพักที่โรงแรมหรือรีสอร์ทใดก็ตามที่มีการตกแต่งที่สวยงาม มีบริการที่ดีเลิศก็จะทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจและอยากจะกลับไปพักใหม่ ทำให้คิดเลยเถิดไปว่าถ้าเราได้เป็นเจ้าของโรงแรมดีๆสักแห่งหนึ่งที่สร้างความสุขให้แก่คนที่มาพักได้ก็คงจะดีไม่น้อย ดังนั้นผมจึงมีหุ้นโรงแรมอยู่พอร์ตเป็นจำนวนพอสมควรทีเดียว แม้จะมีหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าธุรกิจโรงแรมหรูเป็นธุรกิจที่จะต้องมีการลงทุนสูงตลอดเวลาเพื่อรักษาความดีเลิศของบริการเอาไว้ ซึ่งอาจทำให้ผลกำไรในระยะยาวไม่เติบโตเท่าที่ควร แต่ผมก็ไม่ค่อยได้สนใจ ยังคงถือหุ้นโรงแรมไว้เสมอ และเวลาที่ผมได้มีโอกาสไปใช้บริการโรงแรมที่ผมถือหุ้นอยู่ หรือเวลาได้รับบัตรเชิญไปงานแต่งงานที่จัดในโรงแรมที่ผมถือหุ้นอยู่ก็ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขอยู่ลึกๆอย่างบอกไม่ถูก 

ในกรณีหุ้นโรงแรมหรูก็คงคล้ายกับการมีแฟนหน้าตาดี แม้คนอื่นจะบอกว่าคนหน้าตาดีมักจะเจ้าชู้ แต่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร ตราบใดที่เรายังรักกัน อีกทั้งเวลามีใครมาชมว่าแฟนเราสวยหรือหล่อ เราก็มักจะภูมิใจอยู่ลึกๆด้วยนั่นเอง :D

อีกตัวอย่างหนึ่งคือผมเป็นคนที่ค่อนข้างกลัวการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผมมีความรู้สึกส่วนตัวว่า แค่ทุกวันนี้ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ก็รู้สึกว่าผมไปเบียดเบียนสัตว์อื่นๆร่วมโลกมากพออยู่แล้ว ผมจึงไม่อยากที่ตอกย้ำเข้าไปอีกด้วยการถือหุ้นของบริษัทที่ชำแหละเนื้อสัตว์และค้ากำไรจากการขายเนื้อสัตว์ แม้จะรู้ตัวว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นสักเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยตัวผมก็รู้สึกสบายใจในระดับหนึ่งว่าตัวผมเองไม่ได้สนับสนุนให้มีการค้ากำไรจากการฆ่าและขายเนื้อสัตว์

เปรียบเทียบในกรณีนี้ก็คงเหมือนการที่เราอยากได้แฟนที่เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่ผมคงไม่เอามาลงในรายละเอียด ซึ่งถ้าจะพูดกันตรงๆเหตุผลทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นวิธีการเลือกหุ้นในแง่ของความพึงพอใจและความสบายใจส่วนตัวล้วนๆ อาจมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเลือกที่จะลงทุนในระยะยาวโดยเน้นการรับเงินปันผลเป็นหลักแล้วล่ะก็ เชื่อว่าทุกคนก็คงอยากที่จะถือหุ้นที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข ถือแล้วสบายใจ เพราะเราก็อยากจะอยู่กับหุ้นเหล่านั้นไปนานๆ เหมือนกับที่เราอยากจะอยู่กับแฟน, สามี หรือ ภรรยาของเราไปนานๆเช่นกัน จริงไหมครับ?

ว่าแล้วลองมองไปที่รายชื่อหุ้นที่ตัวเองถืออยู่สักหน่อย แล้วลองถามตัวเองว่า...

ตรงสเป๊กของเราหรือเปล่าเอ่ย? ;)

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend