Thursday, September 22, 2011

หุ้นจะขึ้นหรือลง(อย่างยั่งยืน)ได้อย่างไร?

ช่วงปี 2554 เป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างมาก เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตกลงไปต่ำกว่า 1,000 จุดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นดีดฟื้นกลับมาวิ่งเล่นแถวเกือบ 1,100 จุดช่วงกลางปี และในขณะที่ผมเขียนบทความนี้อยู่นั้น ดัชนีปรับตัวลดลงไปปริ่มๆจะถึง 1,000 จุดอีกครั้งแล้ว 

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่มีการขึ้นลงตลอดเวลานั้น สร้างความรู้สึกให้แก่นักลงทุนแต่ละประเภทแตกต่างกันไป กลุ่มที่เป็นนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นอาจมีความเห็นว่าตลาดปีนี้เล่นยากเหลือเกิน เดาลำบาก ไม่รู้จะเก็งทางไหนดี ส่วนกลุ่มที่เน้น Fund Flow คืออาศัยการเข้าออกของเงินทุนเป็นสำคัญก็ต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจมหภาคอย่างใกล้ชิด ทั้งวิกฤติหนี้ในยุโรป และปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเรื้อรังที่อเมริกา ส่วนกลุ่มที่เน้นการวิเคราะห์ธุรกิจแบบ Bottom Up คือเน้นวิเคราะห์เป็นรายบริษัทไปนั้น อาจไม่ได้สนใจภาวะตลาดโดยรวมเท่าไหร่ โดยสนใจเพียงประสิทธิภาพการทำกำไรและสุขภาพของบริษัทที่เราลงทุนเป็นสำคัญก็พอ

เมื่อการวิเคราะห์ต่างกัน การขึ้นๆลงๆของราคาหุ้นของแต่ละคนก็ย่อมมีเหตุผลที่ต่างกัน แต่แบบไหนที่มี "ความยั่งยืน" มากกว่ากัน?

(คำว่ายั่งยืนในที่นี้ มีความหมายว่าเป็นการขึ้นหรือลงของราคาหุ้นที่มีแนวโน้มค่อนข้างถาวร)

การขึ้นลงของราคาหุ้นในมุมมองของนักเก็งกำไรจะมีเรื่องของฝีมือของ "จ้าว" หรือ "เจ้ามือ" เป็นสำคัญ เช่นถ้าหากหุ้นขึ้น นักเก็งกำไรอาจบอกว่าวันนี้เจ้ากำลังไล่ราคา และเมื่อหุ้นลงก็จะระบุว่าหุ้นถูกเจ้า "ทุบ" ดังนั้นในความเห็นของผม การขึ้นลงของราคาหุ้นแบบนี้ไม่มีความยั่งยืนเลย เพราะไปผูกติดอยู่กับความประสงค์ของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เป็น "เจ้ามือ" เท่านั้น การลงทุนโดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นด้วยเหตุผลเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย หรือถ้าหากมองด้วยสายตาของนักลงทุนที่เน้นการเข้าออกของ Fund Flow หรือ "ฝรั่ง" ก็จะมองว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงได้เมื่อมีการโยกย้ายเงินทุนไปมาในแต่ละตลาดเป็นสำคัญ การเข้าไปเล่นรอบแบบนี้อาจมีเหตุผลรองรับมากกว่าแบบเก็งกำไรล้วนๆ แต่นั่นก็ยังไม่ถือว่าเป็นการขึ้นลงของราคาหุ้นที่มีความยั่งยืนเพียงพอ เนื่องจากเราต้องไปกะเกณฑ์ว่าเมื่อไหร่เงินฝรั่งจะเข้าและเมื่อไหร่จะออก เป็นเช่นนี้อยู่ร่ำไป

การขึ้นลงของราคาหุ้นที่ผมเชื่อว่ามีความยั่งยืนมากกว่าก็คือการขึ้นลงที่มาจากเหตุผลภายในของตัวธุรกิจแต่ละธุรกิจเอง เช่นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของกำไร หรือการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของเงินปันผล เป็นต้น เพราะการวิเคราะห์การขึ้นลงของหุ้นด้วยเหตุผลแบบนี้ อย่างน้อยที่สุดเราจะพอรู้ว่า "ก้นเหว" ของมันอยู่ที่ไหน เช่น ที่ราคาหุ้น 10 บาท หุ้น A มีการจ่ายเงินปันผลที่ 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield = 6% หากหุ้น A โดนเจ้ามือทุบ, ฝรั่งเทขาย จนเหลือหุ้นละ 5 บาท คิดเป็น Dividend Yield = 12% ซึ่งถือว่ามากพอที่จะดึงดูดนักลงทุนระยะยาวที่เน้นเงินปันผล อาจรวมถึงกองทุนรวมต่างๆให้เข้ามาลงทุนที่ราคานี้ ดังนั้นเราน่าจะพออนุมานได้ว่าต่อให้ตลาดเลวร้ายอย่างไร หุ้น A ก็ไม่น่าตกเกินกว่า 5 บาทอันเป็นจุดที่ความไม่มีเหตุผลของ Dividend Yield เพิ่มมากเกินไป 

ข้อแม้สำคัญของความยั่งยืนแบบนี้คือตัวธุรกิจของหุ้นนั้นต้องมีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนด้วย เพื่อให้ตาข่ายรองรับราคาหุ้นอย่างเช่นเงินปันผลมีความแน่นอน และยิ่งหากมันมีอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เหมือนเป็นการปรับระดับตาข่ายรองรับราคาหุ้นเหล่านี้ให้สูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร หุ้นเหล่านี้ก็จะยังอยู่รอดปลอดภัย และราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างยั่งยืนครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

 

No comments:

Post a Comment