Sunday, December 26, 2010

20 เคล็ดลับการลงทุน (ตอนที่ 1/4)

4 บทความนับจากนี้ จะเป็นการพูดถึงเคล็ดลับการลงทุนทั้งหมด 20 ข้อ ที่ทาง Morningstar ซึ่งเป็นสถาบันวิเคราะห์หลักทรัพย์ชื่อดังได้เสนอเอาไว้ และผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่นักลงทุนทั้งมือเก่าและมือใหม่ ที่จะเอาไว้คอยเตือนใจให้อยู่ในแนวทางการลงทุนระยะยาวที่ถูกต้อง

ทั้ง 20 ข้อจะถูกแบ่งออกเป็น 4 บทความ โดยเสนอบทความละ 5 ข้อ เพื่อไม่ให้แต่ละโพสต์ยาวเกินไปจนขี้เกียจอ่านกันนะครับ

  1. อย่าเยอะ : ในที่นี้คือการพยายามทำให้การลงทุนเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายเข้าไว้ครับ อย่าไปใส่สูตร ลากกราฟ หรือลนแท่งเทียนให้มากจนเกินไปนัก นั่นเพราะการลงทุนไม่ใช่เรื่องของการซื้อๆขายๆหุ้นตามสูตรคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนแต่อย่างใด แต่การลงทุนเป็นเรื่องที่ตั้งอยู่บนเหตุผลที่เรียบง่าย นั่นคือลงทุนในธุรกิจที่มีกำไร มีอนาคตที่ดี ในราคาที่เหมาะสม หรือมีส่วนลดมากๆได้ยิ่งดี ซึ่งถ้าเราเน้นให้ตรงจุด ในข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผลและเรียบง่าย การประสบความสำเร็จในการลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่อย่างใด
  2. ตั้งเป้าหมายแต่พอประมาณ : อย่าไปคิดว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องที่ทำให้รวยได้ง่ายๆ และรวยเร็วๆ เป็นอันขาด เพราะถึงแม้ว่าหุ้นสามัญจะถือเป็นทรัพย์สินที่มีประวัติการสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงเป็นอันดับต้นๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกๆคนจะได้ผลตอบแทนเป็น 100% ภายในระยะเวลาสั้นๆตลอดเวลา (เว้นแต่จะเป็นกลุ่มเก็งกำไรที่มีโชคดีช่วยเหลือหลายๆครั้งติดๆกัน) ซึ่งสถิติผลตอบแทนจากหุ้นสามัญโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 10-12% ต่อปี ดังนั้นการตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้แต่พอประมาณ จะทำให้เราไม่เข้าไปติดบ่วงกับการซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไรตามสูตรรวยแบบเร็วๆแต่ฉาบฉวย เอาเป็นว่ารวยช้าๆแต่มั่นคงนั่นแหละดีที่สุดครับ
  3. ลงทุนระยะยาว : ในระยะสั้น ตลาดหุ้นจะวิ่งขึ้นๆลงๆสลับกันไป ตามแต่ว่าจะมีข่าวดีหรือข่าวร้ายรายวันออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะคาดการณ์ตลาดหุ้นในระยะสั้นว่าจะขึ้นหรือลงได้อย่างแม่นยำ ด้วยเหตุนี้เราจึงควรมุ่งเน้นไปที่การลงทุนระยะยาวที่จะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการคิดที่จะรวยเร็วๆ ใครก็ตามที่ลงทุนซื้อหุ้นที่มีคุณภาพ ทำธุรกิจมีกำไร และมีการเติบโตต่อเนื่อง แม้ราคาของหุ้นไม่ได้ขยับขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่ตัวเองคิดไว้ ก็ขอให้ใช้ความอดทนอีกสักหน่อย ศึกษาและทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าธุรกิจของหุ้นนั้นดีจริงๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง เพราะในที่สุดตลาดหุ้นในระยะยาวนั้นคือเครื่องชั่งน้ำหนักที่ค่อนข้างเที่ยงตรงสำหรับหุ้นที่มีคุณภาพดี
  4. นิ่งสงบสยบเคลื่อนไหว (ซะบ้าง) : โลกของเราปัจจุบันนี้เป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสารมากมายที่รวดเร็ว ฉับไว จนบางครั้งก็เหนื่อยที่จะต้องติดตาม ยิ่งเป็นเรื่องของการลงทุนด้วยแล้ว ข่าวสารพวกนี้ยิ่งเยอะจนนับไม่หวาดไม่ไหว แค่ในประเทศยังไม่พอ ยังมีของต่างประเทศมาผสมโรงเข้าไปอีก ไหนจะดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ (เดี๋ยวต่อไปถ้ามีราคาน้ำส้มเข้มข้นมาให้ซื้อขายกันก็คงจะฮาดี) ข้อมูลพวกนี้เราจะเพลาๆการเสพลงบ้างก็ได้ เพราะความสามารถในการลงทุนในหุ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เรารู้ว่าวันนี้ทองราคาเท่าไหร่ หรือพรุ่งนี้ดาวโจนส์จะขึ้นหรือจะลง แต่การทำใจให้สงบ ไม่หวั่นไหวไปกับข่าวสารมากมาย จะทำให้เรามีเวลามากขึ้นในการที่จะจดจ่ออยู่กับธุรกิจที่เราลงทุนอยู่ ว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไร มีจุดอ่อนหรือจุดแข็งเพิ่มขึ้นหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้นักลงทุนประสบความสำเร็จในระยะยาวได้มากกว่า แถมไม่ต้องปวดหมองกับข่าวสารที่มากเกินไปอีกด้วย
  5. ทำตัวให้สมกับเป็นเจ้าของธุรกิจ : ขอยืนยัน นั่งยัน ตีลังกาขาคู่ยันอีกครั้งว่า หุ้นไม่ได้เป็นสินค้าสำหรับซื้อขายในตลาด แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นหุ้นส่วน หรือความเป็นเจ้าของร่วมกันในธุรกิจของหุ้นนั้นๆ ดังนั้นเมื่อเราซื้อหุ้น เราก็เปรียบเสมือนเจ้าของธุรกิจคนหนึ่ง เราจึงควรทำตัวให้เหมือนกับผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจพึงกระทำ เช่น ฝึกอ่านและวิเคราะห์งบการเงินให้เป็นนิสัย เพื่อสังเกตความผิดปกติทั้งในทางที่ดีและไม่ดีของธุรกิจของเราเอง หรือการวิเคราะห์อนาคตของธุรกิจว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้การลงทุนของเราตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้นอีกด้วย

เป็นไงบ้างครับกับเคล็ดลับในการลงทุน 5 ข้อแรกที่เอาฝากกัน ใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไรก็สามารถแสดงความคิดเห็นกันเข้ามาได้นะครับ และคราวหน้าเตรียมพบกับอีก 5 ข้อต่อไปใน Thaidividend.com ครับ

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

Sunday, December 19, 2010

แต้มต่อทางธุรกิจ

การทำธุรกิจในโลกทุนนิยมนั้น เป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องพบเจอกับคู่แข่งทางธุรกิจ ซึ่งทำธุรกิจที่คล้ายกันกับเรา เช่น ขายสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกัน หรือคล้ายกัน เป็นต้น ธุรกิจที่มีสิ่งที่เรียกว่า "แต้มต่อทางธุรกิจ" ที่มากกว่า ก็จะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ธุรกิจนั้นๆมียอดขายและกำไรที่สูงกว่าคู่แข่ง แถมยังสามารถป้องกันการเข้ามาแย่งชิงยอดขายของคู่แข่งรายใหม่ๆได้อีกด้วย เนื่องจากแต้มต่อทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจะทำให้คู่แข่งรายใหม่ๆเกรงใจ ไม่กล้าเข้ามาสู้ด้วยซึ่งๆหน้านั่นเอง

การเลือกลงทุนในหุ้นที่เน้นกระแสเงินสดจากเงินปันผลเป็นสำคัญนั้น นักลงทุนก็ต้องคำนึงถึงแต้มต่อทางธุรกิจเหล่านี้ด้วย เพราะจะทำให้เรามั่นใจได้ว่า ผลกำไรที่บริษัททำได้ ณ วันนี้ จะยังคงอยู่ได้ในระยะยาว และยังสามารถเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆอีกด้วย เพื่อให้ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้นปันมาเป็นเงินปันผลให้เราได้รับเพิ่มขึ้นในปีต่อๆไปนั่นเอง

ถ้าเช่นนั้นแต้มต่อทางธุรกิจหลักๆนั้นมีอะไรบ้างหนอ?

  1. ต้นทุนต่ำ : บริษัทใดก็ตามที่ผลิตสินค้าและบริการด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง จะมีแต้มต่อที่น่ากลัวมากเมื่อเกิดสงคราวราคาขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อถึงช่วงเวลาวิกฤติที่ต้นทุนอาจสูงขึ้นชั่วคราว หรือจำเป็นที่จะต้องลดราคาขายสินค้าหรือบริการลง บริษัทที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าจะมีโอกาสอยู่รอดได้นานกว่า เพราะบริษัทที่มีต้นทุนที่สูงจะประสบภาวะกำไรลดต่ำลงหรือแม้กระทั่งขาดทุนมากกว่าจากภาวะวิกฤตินี้จนบางบริษัทอาจต้องออกจากตลาดไป และหนำซ้ำเมื่อบริษัทคู่แข่งออกจากตลาดย่อมทำให้ลูกค้าของคู่แข่งนั้นๆมีโอกาสย้ายมาซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทที่มีต้นทุนต่ำกว่าที่ยังอยู่รอดอีกด้วย
  2. เปลี่ยนยาก : แต้มต่อข้อนี้อยู่ตรงที่สินค้าหรือบริการบางชนิด เราสะดวกที่จะใช้ของเดิมจากบริษัทเดิมๆ มากกว่าจะไปลองใช้ของใหม่จากบริษัทคู่แข่ง เหตุผลอาจเป็นเพราะเราไม่ค่อยสะดวกที่จะเปลี่ยน, ไม่เชื่อมั่นในคุณภาพ หรือการเปลี่ยนไปใช้สินค้าของคู่แข่งเป็นเรื่องยุ่งยาก เช่น การไปหาคุณหมอเพื่อฝากครรภ์ เมื่อฝากครรภ์เรียบร้อยแล้ว ว่าที่คุณแม่ก็จะไปหาคุณหมอคนเดิมจนกว่าจะครบกำหนดคลอด การเปลี่ยนหมอที่ดูแลลูกในท้องของคุณแม่กลางคันอาจเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกและมีความยุ่งยาก รวมไปถึงคุณแม่อาจไว้ใจคุณหมอคนเก่ามากกว่า เป็นต้น หรือการเราคิดจะเปลี่ยนไปใช้งานคอมพิวเตอร์ระบบแม็คอินท็อชของแอ๊ปเปิ้ล ในขณะที่เพื่อนร่วมงานทั้งบริษัทยังคงใช้ระบบวินโดวส์ของไมโครซอฟต์กันหมด ก็อาจจะเกิดปัญหาติดขัดไม่สะดวกเวลาที่ต้องทำงานร่วมกันได้ เราก็อาจจะตัดสินใจใช้ของเดิมต่อไปเพราะเห็นว่าสะดวกกว่า เป็นต้น
  3. พวกมากลากไป : สินค้าหรือบริการบางชนิดสร้างแต้มต่อให้กับตัวเองได้จากการที่มีเครือข่ายของคนนิยมใช้เยอะกว่าชาวบ้านเขา เช่น เวบไซต์ขายของออนไลน์ ถ้าเวบไหนคนใช้งานเยอะก็จะเรียกลูกค้าได้มากกว่า คนที่ต้องการประกาศขายก็จะประกาศที่เวบนี้กันหมด เพราะเชื่อว่าเป็นแหล่งที่คนซื้อจะเข้ามาหาซื้อสินค้าเยอะกว่าเวบอื่นๆด้วย ยิ่งนานวันเข้า เมื่อคนซื้อคนขายเยอะขึ้นเรื่อยๆก็จะยิ่งทำให้แต้มต่อของธุรกิจเวบไซต์ขายของแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆไม่มีหยุด เป็นต้น
  4. สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน : แต้มต่อประเภทนี้ได้แก่สินทรัพย์ประเภท สิทธิบัตรทางการค้า, ตราสินค้า, ลิขสิทธิ์, สัญญาทางการค้าที่ทำไว้กับรัฐบาล หรือแม้แต่ความได้เปรียบในเรื่องภูมิศาสตร์ เช่น ทำเลที่ดินในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทที่มีแต้มต่อประเภทนี้ยกตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีแบรนด์ที่แข็งแรง ลูกค้าติดใจไม่ยอมเปลี่ยนใจไปซื้อของของคู่แข่ง หรือบริษัทที่ได้รับสัมปทานระยะยาวจากภาครัฐแต่เพียงผู้เดียวซึ่งทำให้ไม่มีคู่แข่งคนใดมาแย่งส่วนแบ่งตรงนี้ได้เลยตลอดระยะเวลาสัมปทานดังกล่าวเป็นต้น

แต้มต่อทั้งสี่ประเภทนี้ค่อนข้างครอบคลุมแต้มต่อทั้งหมดที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจะมีได้เหนือคู่แข่งคนอื่นๆ เราในฐานะนักลงทุนก็ควรจะเลือกหาบริษัทที่มีแต้มต่อเหล่านี้อยู่กับตัว อาจจะมีข้อเดียว หรือหลายข้อผสมผสานกันก็ได้ แต่เราจะต้องมั่นใจด้วยว่า แต้มต่อดังกล่าวนั้นมีความแข็งแรงเพียงพอในระยะยาว อันจะทำให้บริษัทที่เราเลือกลงทุนมีความมั่นคงและทำกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมาแบ่งให้นักลงทุนในรูปของเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นต่อไปครับ

 

Saturday, December 11, 2010

Entertainment -- Forget You -- by Cee Lo Green

แม้ชื่ออาจจะใหม่ ไม่ชินหู แต่พ่อหนุ่มผิวดำคนนี้ไม่ใช่ศิลปินหน้าใหม่แต่อย่างใด

ถ้าใครเคยได้ยินเพลง Crazy เพลงสุดฮิปของ Gnarls Barkley น่าจะรู้จัก Cee Lo Green

ก็เขานี่แหละครับ คนเดียวกันเลย

มาคราวนี้เอาแนวเพลงโซลมาใส่ซะเต็มที่ ควบด้วยจังหวะมันส์ๆและกลิ่นอายดนตรีเต้นรำของคนแอฟริกัน-อเมริกันที่ทำให้โยกตัวตามได้เพลินๆ

เพลงนี้ชื่อ Forget You เนื้อหาว่าด้วยหนุ่มที่ถูกหักอก และอยากจะประกาศให้โลกรู้ว่า "กูลืมเค้าได้แล้วโว้ยยยยย" ผ่านทางเพลงนี้นี่แหละครับ

กระซิบนิดนึงว่าเพลงนี้มีอีก Version ที่ฟังแล้วต้องสะดุ้ง จนผมไม่กล้าเอา Version นั้นมาลง กลัวโดนเซ็นเซอร์

ถ้าใครอยากรู้ว่า Version นั้นเป็นอย่างไร ก็ลองคลิกเข้าไปหาฟังใน Youtube นะครับ (มีคนคลิกฟังแล้วกว่า 29 ล้านครั้งแน่ะ)

บอกตามตรง ผมชอบ Version นั้นมากกว่านะ :D

 

 

Wednesday, December 8, 2010

ทรัพย์สินมี 3 อย่าง

เราเคยพูดถึงลักษณะสำคัญของ "หนี้สิน" กันไปแล้วในบทความที่ชื่อว่า "อย่าเป็นหนี้!!!" ( http://thaidividend.com/31560862 )

สรุปกันสั้นๆอีกสักครั้งว่าหนี้สินก็คือ "อะไรก็ตามที่ดึงเงินออกจากกระเป๋าของเราอยู่เรื่อยๆ และก่อให้เกิดรายจ่ายมากกว่ารายได้"

เมื่อเข้าใจเรื่องของหนี้สินแล้ว เราก็ควรจะมาทำความเข้าใจกับขั้วตรงข้ามของหนี้สิน ซึ่งก็คือ "ทรัพย์สิน" นั่นเอง

ในเมื่อหนี้สินคือสิ่งที่สร้างรายจ่ายมากกว่ารายได้ เพราะฉะนั้นเราก็บัญญัติความหมายของทรัพย์สินได้ไม่ยากว่า ทรัพย์สินก็คือ "อะไรก็ตามที่นำเงินเข้ากระเป๋าเราอยู่เรื่อยๆ และก่อให้เกิดรายได้มากกว่ารายจ่าย"

มาถึงตรงนี้คำถามสำคัญก็คือ อะไรบ้างที่เป็นทรัพย์สิน? และอะไรบ้างที่เป็นหนี้สิน?

เรียนตามตรงว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้สามารถเป็นทรัพย์สินและเป็นหนี้สินได้ทั้งสิ้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการจัดการ และการนำไปใช้งานของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตามแต่ มันย่อมต้องบางสิ่งบางอย่าง ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นทรัพย์สินได้มากกว่าหนี้สิน ซึ่งในที่นี้ผมจะขอยกมา 3 อย่างหลักๆ ดังนี้ครับ

  1. ธุรกิจ : การผลิตและจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่เป็นที่ต้องการ หรือคาดว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดได้ ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่คนเราจะมีได้ ข้อแม้อย่างเดียวที่จะทำให้ธุรกิจเป็นทรัพย์สินก็คือ มันต้องสามารถทำกำไรได้ เพราะถ้าหากทำธุรกิจแล้วขาดทุน มันก็จะกลายสภาพเป็นหนี้สินก้อนโตให้เราไปในทันที อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ธุรกิจคือแหล่งทรัพย์สินที่มั่งคั่งที่สุด และทำเงินได้เร็วที่สุด มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก ร่ำรวยขึ้นจากการทำธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งสิ้น
  2. อสังหาริมทรัพย์ : ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายถือเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติของความเป็นทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินเช่นกัน ราคาค่อนข้างมีเสถียรภาพ และมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นมากกว่าอย่างอื่น ในอนาคตหากอสังหาริมทรัพย์อยู่ในทำเลที่ดีและเป็นที่ต้องการสูง เช่น ในเขตใจกลางเมือง ราคาของมันย่อมถีบตัวสูงขึ้นกว่าเดิม และทำกำไรให้แก่ผู้ที่ซื้อไว้ก่อน นี่ยังไม่รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถให้เช่าได้ เช่น อาคารพาณิชย์ในย่านการค้า, อพาร์ทเมนท์, บ้านพักตากอากาศในสถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งจะนำรายได้ในรูปแบบของค่าเช่ามาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อย่างสม่ำเสมออีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าใครตาแหลม ดูที่เป็น เน้นให้เช่า เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเลยทีเดียว
  3. ตราสารทางการเงิน : ในที่นี้หมายรวมถึงเงินฝากธนาคารรูปแบบต่างๆ, ตั๋วสัญญาใช้เงิน, ตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, ตราสารทุน เช่น หุ้นสามัญ รวมถึงกองทุนรวมต่างๆที่อยู่ในระบบการเงิน ทรัพย์สินที่เป็นตราสารทางการเงินเหล่านี้จะสร้างรายได้ในรูปแบบของดอกเบี้ย และเงินปันผล รวมไปถึงผลกำไรที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ราคาของทรัพย์สินนั้นเพิ่มขึ้นในแต่ละปี

มองไปรอบๆตัวเราแล้วลองตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆดูว่า สิ่งใดที่จะทำเงินให้เราได้บ้าง ก็จะเห็นว่าทั้งหลายทั้งปวงมักจะตกอยู่ในทรัพย์สิน 3 อย่างนี้ทั้งสิ้น

รถยนต์ ถ้าซื้อมาขับเองตามปกติ มันจะสร้างรายจ่ายมากกว่ารายได้ เท่ากับเป็นหนี้สิน แต่ถ้าซื้อมาเป็นเครื่องมือทำมาหากิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจขนส่งสินค้า มันก็สามารถกลายเป็นทรัพย์สินในเชิงธุรกิจได้

บ้าน ถ้าถามว่าบ้านเป็นทรัพย์สินหรือหนี้สิน? บางคนอาจบอกว่าเป็นทรัพย์สิน นั่นเพราะราคาบ้านในทำเลที่ดีนั้นมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าหากอีกคนหนึ่งไปซื้อบ้านในทำเลที่ไม่ดี หรือโชคร้ายไปซื้อในที่ดินที่ต่อมาอยู่ต่ำกว่าถนน กลายเป็นบ้านที่มีน้ำท่วมอยู่บ่อยๆ ราคาของบ้านย่อมไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด ยังไม่รวมค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบำรุงรักษาบ้านทั้งหลายแหล่ที่จ้องจะดึงเงินของเราออกไปตลอดเวลา เช่นนี้แล้วบ้านก็อาจจะกลายเป็นหนี้สินไปโดยไม่ได้เจตนา

โทรศัพท์มือถือ บางคนบอกมือถือเป็นหนี้สินแน่นอน เพราะซื้อมาปุ๊บราคาก็ตกปั๊บ แถมต้องมีค่าโทรศัพท์ให้จ่ายทุกเดือนอีกด้วย แต่ถ้าเราเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือ และซื้อโทรศัพท์มือถือมาขายต่อ เจ้ามือถือก็กลายเป็นทรัพย์สินในเชิงธุรกิจสำหรับเขาได้เช่นกัน

หุ้น ดูเหมือนว่าจะเป็นทรัพย์สินในรูปแบบตราสารทางการเงินแน่นอน เพราะถ้าซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นขึ้น เราก็ได้กำไร แถมระหว่างทางยังมีเงินปันผลจ่ายให้เราอีกต่างหาก แต่กลับกันถ้าเราเลือกไม่ดี ไปเลือกเอาหุ้นที่ไม่มีคุณภาพ ทำธุรกิจขาดทุนตลอด ราคาหุ้นก็ตกเอาๆ เงินปันผลก็หดลงเรื่อยๆ แบบนี้หุ้นก็กลายสภาพจากทรัพย์สินเป็นหนี้สินไปโดยปริยาย

ครับ พูดมาซะยืดยาว สุดท้ายก็เพียงแค่อยากจะบอกว่า ทรัพย์สินส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ก็แบ่งได้หลักๆออกเป็น 3 อย่างนี้นี่แหละครับ

และหลักของความมั่งคั่งก็คือ "มีรายได้จากทรัพย์สินให้มากกว่ารายจ่ายจากหนี้สิน" ซึ่งจะเป็นหนทางให้คุณไปสู่อิสรภาพทางการเงินในที่สุด

วันนี้คุณมีทรัพย์สินแล้วหรือยังครับ?

 

 

Thursday, December 2, 2010

เจ้าแม่เงินปันผล -- เจอรัลดีน ไวซ์ (The Grande Dame of Dividends -- Geraldine Weiss)

หากให้เอ่ยชื่อนักลงทุนชื่อดังในโลกใบนี้ เชื่อว่านักลงทุนทุกคนคงเอ่ยนามได้หลายคนอยู่ แต่เคยสังเกตมั๊ยครับ ว่าทำไมมีแต่ผู้ชายทั้งนั้นเลย?

นักลงทุนที่เป็นผู้หญิงแล้วมีชื่อเสียงด้วยนั้นมีบ้างไหมหนอ?

ผมค้นหาใน Google ซ้ำไปซ้ำมา

เหลือเชื่อครับ ..... เจอแค่คนเดียวเอง.... เธอชื่อ Geraldine Weiss

("ใคร_ะ?" ผมนึกในใจ)

แต่พอได้ลองอ่านประวัติและแนวคิดทางด้านการลงทุนของเธอก็รู้สึกได้ว่ามีความประจวบเหมาะกับเนื้อหาใน Thaidividend พอดิบพอดี เพราะเธอเป็นนักลงทุนที่เน้นหนักไปที่การจ่ายเงินปันผลของบริษัทเป็นอย่างมาก จนผมอดไม่ได้ที่อยากจะเอาแนวคิดดังกล่าวมาบอกต่อให้สมาชิก Thaidividend ทุกคนได้อ่านกันครับ

บทสัมภาษณ์ของ Geraldine Weiss ในนิตยสาร Forbes

ถ้าเช่นนั้น อะไรคือสิ่งที่กำหนดมูลค่า? คนส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเลขผลกำไรคือสิ่งที่กำหนดมูลค่า แต่บริษัทก็สามารถตบแต่งผลกำไรให้ผิดจากความเป็นจริงได้เสมอ ดังตัวอย่างแบบบริษัทเอนรอนเป็นต้น เงินปันผลต่างหากที่เป็นตัวเงินจริงๆ และเป็นจุดเด่นสำคัญของหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง (blue chip stock) หากบริษัทใดไม่จ่ายเงินปันผล ก็เท่ากับเรากำลังเก็งกำไรจากราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว ดิฉันเชื่อมั่นในแนวคิดดังกล่าว และศึกษาประวัติของหุ้นหลายตัว จนได้ตระหนักว่าหุ้นแต่ละตัวมีรูปแบบการจ่ายเงินปันผลเฉพาะตัวแตกต่างกันไป บ้างก็จ่ายมาก บ้างก็จ่ายน้อย เห็นได้ชัดว่าในช่วงเวลาที่หุ้นจ่ายเงินปันผลมากๆ นั่นเป็นเวลาที่เหมาะกับการซื้อหุ้น และเมื่อหุ้นจ่ายเงินปันผลน้อยลง นั่นก็ถือเป็นเวลาในการพิจารณาขายหุ้นออกไป 

หลังจากที่ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลในหุ้นอย่างหนัก ดิฉันสังเกตเห็นว่าการจ่ายเงินปันผลมากหรือน้อยของหุ้นแต่ละตัวมักจะเกิดขึ้นติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง หุ้นบางตัวอาจมีราคาต่ำกว่ามูลค่าเมื่ออัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 4% หรือ 5% หรือ 6% ในขณะที่หุ้นบางตัวอาจมีราคาต่ำกว่ามูลค่าของมันเมื่ออัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 2% หรือ 3% แต่การจ่ายเงินปันผลสูงๆอย่างต่อเนื่องคือสิ่งที่จะบ่งบอกถึงช่วงราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของหุ้นนั้นๆ (ซึ่งเป็นเวลาที่เราจะซื้อหุ้น) และการจ่ายเงินปันผลน้อยๆติดต่อกันหลายๆปีก็คือสิ่งบ่งบอกถึงช่วงราคาที่หุ้นมีราคาสูงกว่ามูลค่าของมัน (ซึ่งเป็นเวลาที่เราจะขายหุ้น)

ดูจากหลักการของเธอแล้ว Weiss เป็นนักลงทุนประเภทที่ยึดติดกับเงินปันผลแบบสุดโต่งเลยทีเดียว เธอมีหลักเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นแบบที่เน้นการจ่ายเงินปันผลและความสามารถที่จะจ่ายเงินปันผลเหล่านั้นได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอนเป็นหลัก แบ่งเป็นข้อๆได้ดังนี้ครับ

  1. มีการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 ครั้งในรอบ 12 ปี
  2. บริษัทถูกจัดให้อยู่ในระดับเกรด A โดยสถาบันจัดอันดับ Standard & Poor
  3. มีหุ้นอย่างน้อย 5 ล้านหุ้นขึ้นไป เพื่อสภาพคล่องของการซื้อขาย และป้องกันการปั่นหุ้น
  4. มีผู้ถือหุ้นที่เป็นนักลงทุนสถาบันอย่างน้อย 80 สถาบัน
  5. มีประวัติจ่ายเงินปันผลติดต่อกันโดยไม่เคยขาดช่วงเลยเป็นเวลาอย่างน้อย 25 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าหุ้นตัวนั้นๆสามารถจ่ายปันผลได้ทุกปีจริงๆ
  6. บริษัทต้องมีตัวเลขผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 7 ปี จาก 12 ปีล่าสุด เพื่อพิสูจน์ว่าหุ้นนั้นๆสามารถเอาตัวรอดมาได้ในช่วงภาวะวิกฤติ

หลักเกณฑ์ทั้ง 6 ข้อข้างต้น บางข้ออาจไม่สามารถใช้ได้กับบริบทของประเทศไทย แต่ก็ถือเป็นแนวคิดคร่าวๆที่ให้เราได้ศึกษาและนำไปปรับใช้ได้เช่นกัน อย่างเช่นหุ้นที่มีนักลงทุนสถาบันถืออยู่เป็นจำนวนมากพอสมควร แม้ไม่ถึง 80 สถาบัน แต่ถ้ามากพอ แปลว่าหุ้นนั้นๆต้องมีขนาดใหญ่ และในขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันการปั่นหุ้นได้ในระดับหนึ่งอีกด้วย

กรณีตัวอย่างที่ทำให้เราเข้าใจการลงทุนของ Geraldine Weiss ได้ดีขึ้นอีก อยู่ที่บทสัมภาษณ์อีกบทหนึ่งที่ผมแปลมาให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

"ตัวอย่างเช่น ถ้าหากพิจารณาตามประวัติหุ้นแล้วเห็นว่า ทุกๆครั้งในช่วงที่ราคาหุ้นนั้นๆพุ่งขึ้นสูงสุด จนทำให้อัตราการจ่ายเงินปันผลต่อราคาหุ้นลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 2% แล้วหยุดอยู่แค่ตรงนี้เสมอ ก็ให้ถือช่วงที่เงินปันผลต่อราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ 2% เป็นเวลาในการขายหุ้น และในทุกๆครั้งที่เกิดวิกฤติแล้วทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลง จนอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 5% แล้วหยุดอยู่แค่ตรงนั้นเสมอ ก็ให้ถือช่วงที่เงินปันผลต่อราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ 5% เป็นช่วงเวลาสำหรับการซื้อหุ้น"

ปี 2008 ราคาหุ้นของ SCC ตกลงไปมาก จนเงินปันผลเทียบกับราคาหุ้นคิดเป็นประมาณ 14.5% ซึ่งถึงว่าสูงมาก ถ้าใครเชื่อ Geraldine Weiss เข้าซื้อหุ้นในราคานั้น พอมาถึง ปี 2010 ราคาหุ้นของ SCC ก็พุ่งจาก ปี 2008 ถึง 3 เท่าตัวเลยทีเดียว และเงินปันผลเทียบกับราคาหุ้นก็ลดลงเหลือเพียงประมาณ 2.4% เท่านั้น และที่ราคานี้อาจเป็นเวลาสำหรับการขายหุ้นแบบที่ Weiss เสนอเอาไว้ คนที่เชื่อแนวคิดนี้ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมทีเดียว

ในทางกลับกัน ปี 2008 ราคาหุ้นของ CPF ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง แม้จะตกลงไปมาก แต่เงินปันผลเทียบกับราคาหุ้นก็คิดเป็นประมาณ 2.8% เท่านั้น ซึ่งไม่ได้สูงอะไร แต่พอปี 2010 ราคาหุ้นของ CPF กลับก้าวกระโดดไปได้ถึง 8 เท่าตัว และจ่ายเงินปันผลเทียบกับราคาหุ้นที่ประมาณ 2.9% ซึ่งนั่นหมายความว่าหากเรายึดหลักแบบ Weiss มากเกินไป เราก็อาจจะพลาดการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงมากๆก็เป็นได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่าแนวคิดของ Weiss ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดของเธอก็ถือเป็นหลักการที่สำคัญเบื้องต้นของการลงทุนในหุ้นที่เน้นเงินปันผลเป็นหลัก ซึ่งผมอยากจะให้ได้ลองศึกษากันดู

สุดท้ายเธอพูดไว้อย่างน่าสนใจว่า...

"การจะประสบความสำเร็จในการลงทุนไม่ใช่เรื่องใหญ่ถึงขนาดต้องผ่าตัดสมอง แท้ที่จริงแล้วใครๆก็สามารถประสบความสำเร็จในเรื่องการลงทุนได้ทั้งนั้น เคล็ดลับก็คือการไม่มีเคล็ดลับใดๆทั้งสิ้น หลักการง่ายๆเพียงข้อเดียวก็คือการซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของมัน และขายหุ้นเมื่อราคาหุ้นนั้นสูงกว่ามูลค่าของมัน นั่นแหละคือหนทางไปสู่ความสำเร็จในการลงทุน"

จริงมั๊ยครับ?