Friday, September 30, 2011

ใครๆก็ "ดอย" ได้

มีคนเคยถามผมว่า "เล่นหุ้นแล้วติดดอยจะทำอย่างไรดี?"

ผมก็ตอบเขาไปว่า "ติดดอยแล้วกลางคืนนอนหลับมั๊ย? ถ้ายังหลับสบายดีก็ปล่อยไป แต่ถ้าไม่...ก็ขายซะเถอะ"

เขาถามต่อว่า "แล้วแกไม่เคยติดดอยเลยรึไง?"

"ติดสิวะ บ่อยด้วย แต่ก็ยังนอนหลับสบาย ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนัก เลยยังไม่ได้ขาย ก็เท่านั้นเอง"

.....

ครับ ใครๆก็ติดดอยได้ทั้งนั้น ปัญหาสำคัญจริงๆแล้วอยู่ที่ว่า "ติดดอยแล้วทำอย่างไร?"

ถ้าคุณอยู่ในอาการ "ติดดอย" ในฐานะนักเก็งกำไร คุณคือคนที่ขายตัดขาดทุนไม่ทัน จนราคาหุ้นลดลงมากถึงจุดที่คุณทำใจไม่ได้ที่จะขายทิ้งที่ราคาปัจจุบัน

แต่ถ้าคุณติดดอยในฐานะที่เป็นนักลงทุนระยะยาว คุณคิอคนที่ซื้อหุ้นในสภาวะที่ตลาด Sideway หรือกระทิง พอเจอหมีตะปบปุ๊บ หุ้นจึงร่วง และด้วยความที่เป็นนักลงทุนระยะยาว คุณจึง "ติดดอย" ไปโดยปริยาย

ในที่นี้ผมจะพูดถึงหลักในการที่จะเอาตัวรอดจากภาวะ "ติดดอย" ซึ่งน่าจะมีดังต่อไปนี้ครับ

1. ต้องมีรายได้ในทางอื่นนอกเหนือจากการซื้อขายหุ้น : รายได้ในทางอื่นก็มีมากมายหลายแบบ เช่น เงินเดือนประจำ, รายได้จากธุรกิจที่ทำอยู่แล้ว, ค่าเช่าที่เก็บได้ หรือแม้แต่เงินปันผลหรือดอกเบี้ยของปีที่ผ่านมาซึ่งยังใช้ไม่หมด ฯลฯ การมีรายได้จากทางอื่นจะทำให้นักลงทุนไม่รู้สึกเครียดจนเกินไปเมื่อหุ้นตก

2. ต้องทำการตรวจสอบหุ้นที่เราลงทุนอยู่อย่างละเอียดอีกครั้ง : หุ้นที่เราลงทุนอยู่นั้นทำธุรกิจมีกำไรหรือไม่, กำไรจะยังดีอยู่หรือไม่ใน 1-2 ปีข้างหน้า และขณะนี้จ่ายเงินปันผลเท่าไหร่ และจะจ่ายเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นหรือไม่ในปีหน้า ถ้าคำตอบมีแต่ใช่กับใช่ ผมเชื่อว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปกังวลกับการติดดอยให้มากนัก

3. เก็บหอมรอมริบ นำเงินมาลงทุนเพิ่ม : อันนี้จะทำได้ต้องผ่าน ข้อ2 เสียก่อน นั่นคือเรามั่นใจว่ากำไรและเงินปันผลของหุ้นที่เรามีอยู่จะไม่ลดลงในปีนี้และปีหน้า ซ้ำยังอาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย ถ้าเป็นแบบนี้แปลว่าตลาดหลักทรัพย์กำลังทำโปรโมชั่นลดราคาของดีมีคุณภาพ นักลงทุนก็ควรหาเงินมาลงทุนเพิ่ม

4. รู้จักฝึกสติ ทำสมาธิ และทำจิตใจให้สบาย : อันนี้ใช้ธรรมะเข้าช่วย และไม่ได้แนะนำให้ฝึกฝนเฉพาะช่วงที่ติดดอยเท่านั้นนะครับ แต่ให้ทำทุกเมื่อที่รู้สึกตัวไม่ว่าตลาดจะขึ้นจะลง การมีสติจะช่วยให้เราคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและไม่หวั่นไหวไปกับข่าวทั้งดีและร้ายที่มากระทบการลงทุนครับ

ทั้ง 4 ข้อน่าจะเป็นข้อควรปฏิบัติของนักลงทุนที่ประสบปัญหา "ติดดอย" ได้เป็นอย่างดี อย่าลืมว่าตลาดหุ้นเมื่อมีขึ้นย่อมต้องมีลง และเมื่อมีลงก็ย่อมต้องมีขึ้นเป็นธรรมดา ขอเพียงแค่เราถือหุ้นที่ทำธุรกิจแล้วมีกำไร และจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เท่านี้นักลงทุนก็สามารถเอาตัวรอดจากอาการ "ติดดอย" ได้

แต่ว่าจะได้ผลตอบแทนมากหรือน้อย อันนี้ผมคงตอบไม่ได้นะครับ

ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

Thursday, September 22, 2011

หุ้นจะขึ้นหรือลง(อย่างยั่งยืน)ได้อย่างไร?

ช่วงปี 2554 เป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างมาก เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตกลงไปต่ำกว่า 1,000 จุดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นดีดฟื้นกลับมาวิ่งเล่นแถวเกือบ 1,100 จุดช่วงกลางปี และในขณะที่ผมเขียนบทความนี้อยู่นั้น ดัชนีปรับตัวลดลงไปปริ่มๆจะถึง 1,000 จุดอีกครั้งแล้ว 

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่มีการขึ้นลงตลอดเวลานั้น สร้างความรู้สึกให้แก่นักลงทุนแต่ละประเภทแตกต่างกันไป กลุ่มที่เป็นนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นอาจมีความเห็นว่าตลาดปีนี้เล่นยากเหลือเกิน เดาลำบาก ไม่รู้จะเก็งทางไหนดี ส่วนกลุ่มที่เน้น Fund Flow คืออาศัยการเข้าออกของเงินทุนเป็นสำคัญก็ต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจมหภาคอย่างใกล้ชิด ทั้งวิกฤติหนี้ในยุโรป และปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเรื้อรังที่อเมริกา ส่วนกลุ่มที่เน้นการวิเคราะห์ธุรกิจแบบ Bottom Up คือเน้นวิเคราะห์เป็นรายบริษัทไปนั้น อาจไม่ได้สนใจภาวะตลาดโดยรวมเท่าไหร่ โดยสนใจเพียงประสิทธิภาพการทำกำไรและสุขภาพของบริษัทที่เราลงทุนเป็นสำคัญก็พอ

เมื่อการวิเคราะห์ต่างกัน การขึ้นๆลงๆของราคาหุ้นของแต่ละคนก็ย่อมมีเหตุผลที่ต่างกัน แต่แบบไหนที่มี "ความยั่งยืน" มากกว่ากัน?

(คำว่ายั่งยืนในที่นี้ มีความหมายว่าเป็นการขึ้นหรือลงของราคาหุ้นที่มีแนวโน้มค่อนข้างถาวร)

การขึ้นลงของราคาหุ้นในมุมมองของนักเก็งกำไรจะมีเรื่องของฝีมือของ "จ้าว" หรือ "เจ้ามือ" เป็นสำคัญ เช่นถ้าหากหุ้นขึ้น นักเก็งกำไรอาจบอกว่าวันนี้เจ้ากำลังไล่ราคา และเมื่อหุ้นลงก็จะระบุว่าหุ้นถูกเจ้า "ทุบ" ดังนั้นในความเห็นของผม การขึ้นลงของราคาหุ้นแบบนี้ไม่มีความยั่งยืนเลย เพราะไปผูกติดอยู่กับความประสงค์ของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เป็น "เจ้ามือ" เท่านั้น การลงทุนโดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นด้วยเหตุผลเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย หรือถ้าหากมองด้วยสายตาของนักลงทุนที่เน้นการเข้าออกของ Fund Flow หรือ "ฝรั่ง" ก็จะมองว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงได้เมื่อมีการโยกย้ายเงินทุนไปมาในแต่ละตลาดเป็นสำคัญ การเข้าไปเล่นรอบแบบนี้อาจมีเหตุผลรองรับมากกว่าแบบเก็งกำไรล้วนๆ แต่นั่นก็ยังไม่ถือว่าเป็นการขึ้นลงของราคาหุ้นที่มีความยั่งยืนเพียงพอ เนื่องจากเราต้องไปกะเกณฑ์ว่าเมื่อไหร่เงินฝรั่งจะเข้าและเมื่อไหร่จะออก เป็นเช่นนี้อยู่ร่ำไป

การขึ้นลงของราคาหุ้นที่ผมเชื่อว่ามีความยั่งยืนมากกว่าก็คือการขึ้นลงที่มาจากเหตุผลภายในของตัวธุรกิจแต่ละธุรกิจเอง เช่นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของกำไร หรือการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของเงินปันผล เป็นต้น เพราะการวิเคราะห์การขึ้นลงของหุ้นด้วยเหตุผลแบบนี้ อย่างน้อยที่สุดเราจะพอรู้ว่า "ก้นเหว" ของมันอยู่ที่ไหน เช่น ที่ราคาหุ้น 10 บาท หุ้น A มีการจ่ายเงินปันผลที่ 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield = 6% หากหุ้น A โดนเจ้ามือทุบ, ฝรั่งเทขาย จนเหลือหุ้นละ 5 บาท คิดเป็น Dividend Yield = 12% ซึ่งถือว่ามากพอที่จะดึงดูดนักลงทุนระยะยาวที่เน้นเงินปันผล อาจรวมถึงกองทุนรวมต่างๆให้เข้ามาลงทุนที่ราคานี้ ดังนั้นเราน่าจะพออนุมานได้ว่าต่อให้ตลาดเลวร้ายอย่างไร หุ้น A ก็ไม่น่าตกเกินกว่า 5 บาทอันเป็นจุดที่ความไม่มีเหตุผลของ Dividend Yield เพิ่มมากเกินไป 

ข้อแม้สำคัญของความยั่งยืนแบบนี้คือตัวธุรกิจของหุ้นนั้นต้องมีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนด้วย เพื่อให้ตาข่ายรองรับราคาหุ้นอย่างเช่นเงินปันผลมีความแน่นอน และยิ่งหากมันมีอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เหมือนเป็นการปรับระดับตาข่ายรองรับราคาหุ้นเหล่านี้ให้สูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร หุ้นเหล่านี้ก็จะยังอยู่รอดปลอดภัย และราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างยั่งยืนครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

 

Wednesday, August 10, 2011

Entertainment -- จาระบี (ลื่นขั้นเทพ) by DJ Suharit

เอาล่ะครับ ระหว่างรอบทความต่อไปที่กำลังจะออกมา ผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เอาเพลงมาฝากกันนานแล้ว

วันนี้เลยขอจัดเพลงไทยในจังหวะโจ๊ะๆ มันส์ๆ กันให้ซัก 1 เพลง

เพลงนี้เป็นเพลงของ DJ โต้ สุหฤท สยามวาลา ซึ่งจะว่าไปแล้วพี่เขาก็ไม่ใช่มือใหม่ในวงการเพลงเมืองไทยแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าหลายๆเพลงที่ออกมาก่อนหน้านี้ค่อนข้างจะล้ำหน้าคนฟังเกินไปสักหน่อย ทำให้ไม่มีเพลงไหนที่ติดหูคนฟังเพลงสักเท่าไหร่นัก

มาคราวนี้เหมือน DJ โต้ จะเริ่มจับทางถูก เอาสไตล์ Electronic ที่ตัวเองชอบมาผสมป๊อบเล็กๆ ใส่จังหวะร็อกสนุกๆเข้าไปอีกหน่อย เขย่าๆออกมากลายแนวที่ผมคิดว่าจะต้องโดนใจนักฟังเพลงกลุ่มใหญ่ในเมืองไทยแน่นอน

เพลงนี้ที่ปล่อยออกมาชื่อว่า "จาระบี (ลื่นขั้นเทพ)" พูดถึงความกะล่อนของผู้ชายแต่สุดท้ายยังไงก็กลับมาหาตัวจริงของตัวเองอยู่ดี 

ได้ บู้ วง Slur มาช่วยร้องท่อนแยก แล้วได้เสียงใสๆ เพราะๆของนักร้องสาว (ไม่รู้ใช่คนใน MV หรือเปล่า) มาคอรัสให้ บวกจังหวะสนุกๆของเพลง ทำให้เพลงนี้ฟังได้ฟังดีไม่มีเบื่อครับ

ท้ายนี้ผมขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน และตีลังกายันว่าผมชอบเพลงจริงๆ ไม่เกี่ยวกับ MV แต่อย่างใดทั้งสิ้นนะครับ :D

 

Thursday, July 7, 2011

การหามูลค่าหุ้นที่ควรซื้อด้วย Gordon Growth Model

หายหน้าหายตาไปนาน กลับมาครั้งนี้น่าจะถูกใจใครหลายๆคนที่อยากจะรู้ว่า "ควรซื้อหุ้นนี้ที่ราคาไหนดี?"

ในฐานะที่เราเป็นนักลงทุนที่เน้นผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสดและเงินปันผลเป็นหลัก คงจะไม่มีสูตรใดที่ดูจะเหมาะสมไปกว่าสูตรที่ใช้เงินปันผลเป็นหลักในการคำนวณ และในครั้งนี้ผมจะเสนอสูตรที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่สามารถใช้งานได้ดีพอสมควรมาให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆนักลงทุนได้ลองนำไปใช้กันนะครับ

สูตร Gordon Growth Model มีอยู่ว่า 

P = D (1+G) / (RE-G)

สำหรับใครที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องเลขก็ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะผมเองก็ตกเลขเป็นประจำ เรียนก็เรียนสายศิลป์มาตลอด ดังนั้นผมจะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายนะครับ

P ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เราต้องการหา นั่นก็คือราคาที่เหมาะสมของหุ้นตัวนี้ครับ

D ในที่นี้คือจำนวนเงินปันผลงวดล่าสุดที่บริษัทนี้จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น เช่น ถ้าจ่ายเงินปันผลครั้งล่าสุด 5 บาท ก็เอาเลข 5 ไปแทนค่าตัว D ไว้เลย

G ในที่นี้คืออัตราการเติบโตของเงินปันผลที่เราคาดคะเนไว้ อาจหาได้ด้วยการหาสถิติการจ่ายเงินปันผลย้อนหลังหลายๆปีหน่อย แล้วสังเกตดูว่าเงินปันผลที่บริษัทจ่ายนั้นเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกี่ % ต่อปี แล้วนำเลข % ไปแปลงเป็นเลขทศนิยม เช่น 8% ก็จะเท่ากับ 0.08 ครับ จากนั้นเอา 0.08 ไปแทนค่า G ได้เลยครับ

RE ในที่นี้คืออัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่เราควรจะได้ หรือเรียกว่าต้นทุนของเงินของเรานั่นเองครับ ตรงนี้อธิบายด้วยหลักตรรกะว่าถ้าเราเอาเงินไปซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้แล้วได้ดอกเบี้ย 5-6% ต่อปี การลงทุนในหุ้นก็ควรจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่านั้น ดังนั้นการที่เราจะตัดสินใจโยกเงินมาลงทุนในหุ้นก็เท่ากับมีค่าเสียโอกาสแล้ว 5-6% นั่นเอง ตัว RE นี้จึงค่อนข้างจะขึ้นอยู่กับแต่ละตัวบุคคลนะครับว่ามองค่าเสียโอกาสของเงินของตัวเองไว้มากแค่ไหน โดยส่วนตัวผมจะตั้งไว้ที่ประมาณ 12-15% ครับ เพื่อความอนุรักษ์นิยมครับ เอาเป็นว่าในกรณีนี้เราตั้งไว้ที่ 12% เมื่อแปลงเป็นทศนิยมก็จะได้เท่ากับ 0.12 ไปแทนค่า RE ครับ

เมื่อเราได้ตัวเลขทั้งหมดแล้วและนำไปแทนค่าในสูตร ก็จะออกมาเป็น

P = 5 (1 + 0.08) / (0.12 - 0.08)

ค่อยๆทำในวงเล็บก่อน 

P = 5 (1.08 / 0.04)

ทำในวงเล็บก่อนอีกที

P = 5 x 27 

P = 135 บาท

เพราะฉะนั้น จากสูตรคำนวณดังกล่าว ถ้าบริษัทจ่ายเงินปันผลงวดล่าสุดที่ 5 บาท และคาดว่าเงินปันผลน่าจะเติบโตปีละ 8% ไปเรื่อยๆโดยเฉลี่ย โดยที่เราตั้งอัตราผลตอบแทนขึ้นต่ำ หรือเป็นค่าเสียโอกาสของเงินลงทุนของเราไว้ที่ 12% ราคาที่เหมาะสมของหุ้นของบริษัทนี้ก็น่าจะอยู่ที่ 135 บาทนั่นเองครับ

คำแนะนำข้อควรระวัง

1. ไม่มีบริษัทไหนที่จะมีเงินปันผลเติบโตขึ้นในอัตราสูงๆได้ตลอดไป ดังนั้นไม่ควรตั้งอัตราเติบโตของเงินปันผลไว้สูงนัก ใครที่อนุรักษ์นิยมมากอาจตั้งไว้ที่ 3-4% ก็พอก็เป็นได้

2. ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนของเงินลงทุนของเราก็จะสูงขึ้นด้วยนะครับ เพราะพันธบัตรและหุ้นกู้ก็จะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามดอกเบี้ยครับ

3. เมื่อคำนวณหา P ได้แล้ว ถ้าจะให้ดี ควรคิดลดเผื่อความผิดพลาดไว้ด้วยครับ (Margin of Safety) เช่น จากตัวอย่างข้างบนถ้าเราอยากได้ Margin of Safety ซัก 25% ก็เอา 135 บาทตั้งแล้วลดราคาลงไป 25% ก็จะเหลือ 101.25 บาทครับ วิธีการจะทำให้เรามั่นใจในความปลอดภัยของการลงทุนมากยิ่งขึ้นนะครับ

 

 

 

 

 

Wednesday, June 15, 2011

เช่าหรือซื้อดี?

หากดูตามจุดประสงค์ของ Thaidividend.com จะเห็นได้ว่าเราไม่ได้ต้องการที่จะพูดถึงเรื่องของหุ้นและเงินปันผลเพียงอย่างเดียว แต่เรามีความต้องการที่จะแบ่งปันความรู้ทางด้านการเงิน, การออม และการลงทุนในหลายๆด้าน ควบคู่ไปกับการลงทุนที่เน้นเงินปันผลจากหุ้นไปด้วย

การใช้ชีวิตประจำวันของคนเราก็เป็นส่วนหนึ่งเช่นกันที่เราอยากจะพูดถึง เพราะในสังคมปัจจุบัน มักจะมีเรื่องของเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ดังนั้นหากเราสามารถจัดสรรเงินได้อย่างชาญฉลาด รู้จักเก็บออม รู้จักนำกระแสเงินสดส่วนเกินมาลงทุน ก็จะไม่ทำให้เราต้องประสบปัญหาทางการเงินทั้งในปัจจุบันและอนาคต

Home

มาครั้งนี้ผมอยากจะพูดถึงเรื่องของ "บ้าน" พูดตามตรงแล้วแทบทุกคนก็ฝันอยากจะมีบ้านเป็นของตนเองกันทั้งนั้น แต่เราทุกคนก็ตระหนักดีว่าอสังหาริมทรัพย์อย่างบ้าน, ที่ดิน, คอนโดมิเนียมต่างๆเหล่านี้มักมีราคาที่ค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายเงินซื้อบ้านด้วยเงินสดทั้งก้อนได้ในคราวเดียว จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องมีการกู้ยิมเงินจากธนาคารเพื่อมาซื้อบ้านในฝันของเรา

หากเปรียบเทียบกับการเช่าบ้านคนอื่นอยู่แล้วนั้น ผมเองเชื่อมาตลอดว่าการซื้อบ้านย่อมดีกว่าการเช่าบ้านคนอื่นอยู่ นั่นเพราะเมื่อคุณกู้เงินธนาคารมาซ์้อบ้าน ผ่อนแบงก์หมดเมื่อไหร่ กรรมสิทธิ์ในบ้านนั้นก็ตกเป็นของคุณเลย ในขณะที่การเช่า ต่อให้เช่านานแค่ไหน คุณก็ไม่มีวันเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้นได้

ความที่ไม่เคยสงสัยจึงไม่เคยตั้งคำถาม จนเมื่อไม่นานมานี้ได้ไปพบเจอวีดิโอในเวบไซต์ต่างประเทศแห่งหนึ่งที่ตั้งคำถามขึ้นมาว่า "ซื้อบ้านดีกว่าเช่าบ้านเสมอไปจริงๆหรือ?" ไม่รู้อะไรดลใจทำให้ผมคลิกเข้าไปดู และทำให้ผมอยากที่แชร์สิ่งที่ได้รับรู้มาใหม่ให้ทุกๆคนที่อ่านเรื่องนี้อยู่ได้ลองพิจารณากันดูนะครับ

เรื่องมีอยู่ว่า นายอ๋ามีเงินเก็บอยู่ในธนาคารทั้งหมด 250,000 บาท นายอ๋ากำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะซื้อบ้านหรือเช่าบ้านดี โดยเจ้าของบ้านให้ทางเลือกนายอ๋าอยู่ 2 ทางเลือกคือเจ้าของบ้านให้เช่าบ้านในราคาเดือนละ 3,000 บาท แต่ถ้านายอ๋าจะซื้อ เจ้าของบ้านยินดีขายที่ราคา 1 ล้านบาท NET ไม่มีต่อรอง ไม่มีเงินเพิ่ม

ถ้านายอ๋าตัดสินใจเช่าบ้าน นายอ๋าจะต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาทหรือปีละ 36,000 บาท แต่เงินเก็บของนายอ๋าจะยังอยู่ครบที่ 250,000 บาท สมมตินายอ๋าเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้ดอกเบี้ย 4% ต่อปี นายอ๋าจะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมา 10,000 บาท คำนวณแล้วนายอ๋าจะเสียค่าใช้จ่ายไปกับบ้านหลังนี้อย่างเดียวต่อปีที่ 36,000 - 10,000 = 26,000 บาท

ถ้านายอ๋าเลือกที่จะซื้อบ้านในราคา 1 ล้านบาท นายอ๋าจะเอาเงินเก็บทั้งหมด 250,000 บาทไปวางดาวน์บ้านหลังนี้ที่ธนาคาร จากนั้นก็กู้เงินจากธนาคารมาอีก 750,000 บาท กู้เป็นระยะเวลา 30 ปี โดยธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉลี่ยต่อปีที่ประมาณ 6% (หักกลบลบโปรโมชั่นทั้งหลายแหล่แล้ว) ที่อัตราดอกเบี้ยนี้ นายอ๋าจะต้องจ่ายเงินงวดประมาณ 4,500 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 30 ปี นั่นหมายความว่านายอ๋าจะเสียค่าใช้จ่ายไปกับบ้านหลังนี้อย่างเดียวต่อปีที่ 4,500 x 12 = 54,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ว่าการเช่าจะทำให้เงินสดไหลออกจากกระเป๋าของนายอ๋าน้อยกว่าการซื้อ แถมยังมีเงินก้อนเก็บไว้เผื่อหาดอกผลเพิ่มเติมได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตามการซื้อบ้านจะทำให้คุณมีความรู้สึกว่า สักวันหนึ่งบ้านนี้จะเป็นของคุณ อีกทั้งในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว หากมีใครต้องการซื้อบ้านหลังนี้ต่อจากคุณ คุณก็สามารถที่จะขายได้ แถมตามสถิติแล้วราคาบ้านก็มักจะสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปีๆ

ครับ การที่คิดว่าราคาบ้านจะสูงขึ้นทุกๆปีนี่แหละที่ทำให้คนส่วนใหญ่ซื้อมากกว่าเช่าแม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องก็คือจริงอยู่ราคาของอสังหาริมทรัพย์มักจะมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่มันไม่แน่เสมอไปที่ราคาบ้านจะมีราคาสูงขึ้นเสมอทุกๆปี เพราะถ้าหากคุณเผลอไปซื้อบ้านตอนที่เกิดสภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ฯ เมื่อฟองสบู่แตก คุณอาจจะต้องน้ำตาตกในที่เห็นราคาบ้านของตัวเองดำดิ่งสู่ก้นเหวแต่เงินงวดที่ต้องจ่ายให้ธนาคารยังเท่าเดิมก็เป็นได้

เรื่องสมมตินี้อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ในสภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำ เศรษฐกิจชะลอตัว และยังไม่เกิดฟองสบู่ในราคาอสังหาริมทรัพย์ การซื้อบ้านน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในระยะยาว แต่ในช่วงที่ฟองสบู่เบ่งบานเต็มที่ ดอกเบี้ยสูงแต่ราคาบ้านและที่ดินก็สูงแข่งกับดอกเบี้ย การหลบความร้อนแรงแล้วออกมาเช่าบ้านอยู่ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในจังหวะนั้น

คำถามคือจะมีสักกี่คนที่วิเคราะห์เหตุการณ์เหล่านั้นได้อย่างแม่นยำล่ะครับ?

ขอให้ทุกท่านได้พบกับบ้านในฝันโดยเร็วนะครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

Monday, May 30, 2011

สเป๊กหุ้นในฝัน :)

คำว่า "โสด" อาจเป็นคำที่แทงใจดำใครหลายๆคนที่ยังไม่มีคู่หรือคนที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ แต่สำหรับผมแล้วนั้น คำว่า "โสด" ก็เป็นคำธรรมดาๆคำหนึ่ง

ก็ถ้ายังไม่เจอคนที่ "ตรงสเป๊ก" แล้วจะรีบร้อนมีแฟนไปทำไม?

พอบทสนทนามาถึงตรงนี้ ร้อยทั้งร้อยต้องถามต่อว่า "แล้วสเป๊กของ -ึง มันเป็นยังไงล่ะ -ะ !?" 

060-investing-cartoon

ครับ สเป๊กของคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตสำหรับแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนอาจชอบพอที่รูปร่างหน้าตา, บุคลิก และการแต่งกาย ขาว, สวย, หมวย, อึ๋ม หรือหล่อ, ล่ำ, ดำ, ถึก ส่วนบางคนอาจสนใจเฉพาะลักษณะนิสัยใจคอว่าเข้ากับเราได้ไหม, รักเด็กหรือเปล่า, ชอบเลี้ยงหมามั๊ย ฯลฯ และมีไม่น้อยที่บอกว่าจะต้องพิจารณาทั้งสองส่วนไปพร้อมๆกัน

แต่ที่ไม่แตกต่างกันก็คือ เมื่อลงได้เลือกใครเข้ามาคบหาและตกลงแต่งงานเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ทุกคู่ก็ต้องอยากที่จะอยู่กับคู่ของตัวเองตลอดไป

การลงทุนในหุ้นที่เน้นรับเงินปันผลก็คงเช่นกัน 

ในบทความก่อนๆ เราได้เคยคุยกันถึงเรื่องกลยุทธ์การลงทุนและการเลือกหุ้นที่จะลงทุนไปพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการเลือกหุ้นที่เน้นเรื่องของตัวเลขเป็นหลัก เช่นการดูศักยภาพการทำกำไร, เป้าหมายการเติบโตของธุรกิจ, อัตราส่วน PE, PB, ROE, ROA ฯลฯ มาในวันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่อง "สเป๊ก" ของหุ้นในอีกแง่มุมหนึ่งที่อาจทำให้หลายๆคนฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า หุ้นแต่ละตัวที่มีอยู่ใน Portfolio ของเรานั้น เป็นหุ้นที่ตรงสเป๊กเราจริงๆหรือเปล่าหนอ โดยผมจะขอเอาตัวผมเองเป็นกรณีตัวอย่างไปเลยนะครับ

โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบธุรกิจการให้บริการอย่างพวกโรงแรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาไปพักที่โรงแรมหรือรีสอร์ทใดก็ตามที่มีการตกแต่งที่สวยงาม มีบริการที่ดีเลิศก็จะทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจและอยากจะกลับไปพักใหม่ ทำให้คิดเลยเถิดไปว่าถ้าเราได้เป็นเจ้าของโรงแรมดีๆสักแห่งหนึ่งที่สร้างความสุขให้แก่คนที่มาพักได้ก็คงจะดีไม่น้อย ดังนั้นผมจึงมีหุ้นโรงแรมอยู่พอร์ตเป็นจำนวนพอสมควรทีเดียว แม้จะมีหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าธุรกิจโรงแรมหรูเป็นธุรกิจที่จะต้องมีการลงทุนสูงตลอดเวลาเพื่อรักษาความดีเลิศของบริการเอาไว้ ซึ่งอาจทำให้ผลกำไรในระยะยาวไม่เติบโตเท่าที่ควร แต่ผมก็ไม่ค่อยได้สนใจ ยังคงถือหุ้นโรงแรมไว้เสมอ และเวลาที่ผมได้มีโอกาสไปใช้บริการโรงแรมที่ผมถือหุ้นอยู่ หรือเวลาได้รับบัตรเชิญไปงานแต่งงานที่จัดในโรงแรมที่ผมถือหุ้นอยู่ก็ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขอยู่ลึกๆอย่างบอกไม่ถูก 

ในกรณีหุ้นโรงแรมหรูก็คงคล้ายกับการมีแฟนหน้าตาดี แม้คนอื่นจะบอกว่าคนหน้าตาดีมักจะเจ้าชู้ แต่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร ตราบใดที่เรายังรักกัน อีกทั้งเวลามีใครมาชมว่าแฟนเราสวยหรือหล่อ เราก็มักจะภูมิใจอยู่ลึกๆด้วยนั่นเอง :D

อีกตัวอย่างหนึ่งคือผมเป็นคนที่ค่อนข้างกลัวการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผมมีความรู้สึกส่วนตัวว่า แค่ทุกวันนี้ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ก็รู้สึกว่าผมไปเบียดเบียนสัตว์อื่นๆร่วมโลกมากพออยู่แล้ว ผมจึงไม่อยากที่ตอกย้ำเข้าไปอีกด้วยการถือหุ้นของบริษัทที่ชำแหละเนื้อสัตว์และค้ากำไรจากการขายเนื้อสัตว์ แม้จะรู้ตัวว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นสักเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยตัวผมก็รู้สึกสบายใจในระดับหนึ่งว่าตัวผมเองไม่ได้สนับสนุนให้มีการค้ากำไรจากการฆ่าและขายเนื้อสัตว์

เปรียบเทียบในกรณีนี้ก็คงเหมือนการที่เราอยากได้แฟนที่เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่ผมคงไม่เอามาลงในรายละเอียด ซึ่งถ้าจะพูดกันตรงๆเหตุผลทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นวิธีการเลือกหุ้นในแง่ของความพึงพอใจและความสบายใจส่วนตัวล้วนๆ อาจมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเลือกที่จะลงทุนในระยะยาวโดยเน้นการรับเงินปันผลเป็นหลักแล้วล่ะก็ เชื่อว่าทุกคนก็คงอยากที่จะถือหุ้นที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข ถือแล้วสบายใจ เพราะเราก็อยากจะอยู่กับหุ้นเหล่านั้นไปนานๆ เหมือนกับที่เราอยากจะอยู่กับแฟน, สามี หรือ ภรรยาของเราไปนานๆเช่นกัน จริงไหมครับ?

ว่าแล้วลองมองไปที่รายชื่อหุ้นที่ตัวเองถืออยู่สักหน่อย แล้วลองถามตัวเองว่า...

ตรงสเป๊กของเราหรือเปล่าเอ่ย? ;)

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Tuesday, May 3, 2011

การลงทุน กับ การทำธุรกิจ (2)

คราวที่แล้วเราได้คุยกันถึงลักษณะของการทำ "ธุรกิจส่วนตัว" ขนาดเล็กๆ ซึ่งนักธุรกิจมือใหม่ทั้งหลายจะต้องเตรียมรับมือกับความปวดหัวมากมายนานับประการเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่คาดหวัง ดังนั้นนักธุรกิจทั้งหลายจะต้องใช้แรงผลักดันและกำลังใจมหาศาลในการที่จะบริหารธุรกิจของตัวเองให้เริ่มต้น, อยู่รอด และ เติบโต ดังนั้นเราจึงได้ยินคำแนะนำในการทำธุรกิจว่าให้ทำธุรกิจที่ตัวเองรักอยู่แล้วเป็นสำคัญ เนื่องจากการทำในสิ่งที่รักจะทำให้กำลังใจในการทำธุรกิจไม่เหือดแห้งไปง่ายๆในระยะเวลาอันสั้น 

หากใครก็ตามต้องการทำธุรกิจเพียงเพื่อต้องการให้ได้เงินเท่านั้นล่ะก็.... ในระยะยาวรอดยากครับ

อ่านมาถึงตรงนี้ ใครก็ตามที่เริ่มฉุกคิดได้ว่าตัวเองไม่ได้มี Passion หรือแรงปรารถนาที่จะืำทำธุรกิจมากขนาดนั้น ก็จะเริ่มมีคำถามแล้วว่า "แล้วเราจะทำอะไรดี?" 

ครั้งนี้ผมก็เลยอยากจะพูดถึงการลงทุนในทรัพย์สินที่มีลักษณะคล้ายการทำธุรกิจ นั่นก็คือการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทมหาชนต่างๆนั่นเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การลงทุนในหุ้นสามัญมีลักษณะเหมือนการที่เราลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว อยู่ที่ทัศนคติของตัวผู้ลงทุนที่จะต้องมองสิ่งที่เรียกว่า "หุ้น" เป็นส่วนประกอบของธุรกิจ ดังนั้นการครอบครองหุ้นคือการได้ครอบครองส่วนแบ่งของธุรกิจนั้นๆด้วย นี่คือขั้นแรกและเป็นขั้นที่สำคัญที่สุดในการที่จะบอกว่าเรากำลังจะ "เล่นหุ้น" หรือกำลังจะ "ทำธุรกิจผ่านการลงทุนในหุ้น" กันแน่

เมื่อเรามีทัศนคติไปในแนวทางการทำธุรกิจด้วยหุ้นแล้ว ขั้นต่อไปเราจึงสามารถเข้ามาวิเคราะห์เจาะลึกได้ว่า กลไกภายในหุ้นนั้นมีการทำงานเหมือนการที่เราทำธุรกิจเองอย่างไรบ้าง

กล่าวคือหลังจากที่เราได้ลงทุนซื้อหุ้นขึ้นมาแล้ว เราในฐานะผู้ถือหุ้นมีหน้าที่แต่งตั้งผู้บริหารที่จะเข้ามาทำงานบริหารธุรกิจของหุ้นนั้นๆแทนเรา ผู้บริหารเหล่านี้คือคนที่จะมา "ปวดหัว" กับเรื่องการบริหารธุรกิจต่างๆ คอยดูแลให้ธุรกิจของเราดำเนินและเติบโตไปได้อย่างราบรื่น โดยมีเงินเดือน, โบนัส ฯลฯ เป็นผลตอบแทน

พันธกิจตรงนี้ดูคล้ายกับการที่เราเปิดร้านขายของขึ้นมาร้านหนึ่งแล้วก็จ้างพนักงานมาเฝ้าร้าน คอยเก็บเงิน คอยเชียร์ขายสินค้า และดูแลสินค้าในร้านให้เรา

ตัดกลับมาที่หุ้น ผู้บริหารที่เราแต่งตั้งมีหน้าที่รายงานผลการดำเนินงานของธุรกิจให้เราในฐานะผู้ถือหุ้นทราบทุกๆไตรมาสและทุกๆปีผ่านการประชุมผู้ถือหุ้น เปรียบเทียบก็เหมือนกับการที่เราเปิดร้านขายสินค้า จ้างพนักงานขายประจำร้าน จากนั้นเราในฐานะเจ้าของก็ต้องแวะเวียนไปตรวจสอบร้าน, ดูสมุดบัญชี, ดูสต๊อกสินค้า และคอยสอดส่องดูว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นตรงส่วนไหนหรือไม่อย่างไรนั่นเอง

ต่อมาเมื่อธุรกิจของบริษัทมหาชนที่เราถือหุ้นอยู่นั้นมีกำไร ผู้บริหารก็มีหน้าที่ตัดสินใจว่าจะเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อ หรือจะปันผลกำไรออกมาให้ผู้ถือหุ้นในสัดส่วนที่เหมาะสม ถ้าผู้บริหารตัดสินใจจ่ายเงินปันผลออกมา เงินปันผลเหล่านั้นก็จะเป็นผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น จะเป็นรายปี, ราย 6 เดือน หรือรายไตรมาส อันนี้ก็แล้วแต่นโยบายของหุ้นแต่ละตัว

เปรียบเทียบก็เหมือนการที่เราทำธุรกิจส่วนตัวแ้ล้วมีกำไร เราก็ต้องมีการจัดสรรผลกำไรเหล่านั้นว่าจะเอาไปลงทุนขยายร้าน, ซื้อสินค้ามาขายเพิ่ม หรือขยายสาขาออกไป หรืิอถ้าไม่ขยายก็เอาเงินกำไรนั้นไปใช้จ่ายตามอัธยาศัย

ขั้นตอนหลักๆที่ได้อธิบายไปแล้วนั้นต่างก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย ซึ่งเีราคงไม่ได้อธิบายถี่ยิบถึงขนาดนั้น ณ ที่นี้ แต่แค่ลักษณะที่ยกตัวอย่างมาให้ก็น่าจะพอทำให้เห็นภาพตามได้ว่า การลงทุนในหุ้น ดูๆไปก็มีรายละเอียดที่คล้ายคลึงกับการทำธุรกิจส่วนตัวอยู่เบื้องหลังนั่นเอง 

หลายคนอาจโต้แย้งว่า สิ่งที่ผมพูดเป็นเพียงการหลอกตัวเองไปวันๆ และวาดฝันไปเสียสวยหรูว่าเราเป็นหนึ่งในเจ้าของบริษัทใหญ่โตเป็นพันล้าน หมื่นล้าน ทั้งๆที่เราอาจจะมีหุ้นแค่ 100 หุ้นเองก็ได้ เวลามีความคิดเห็นอะไรก็ไม่มีประโยชน์ที่จะแสดงความเห็น เพราะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายยิบย่อย ยากที่จะมีใครมาสนใจฟัง อีกอย่างผู้บริหารที่เราคิดว่าเป็นลูกน้องของเรา ส่วนใหญ่ก็รวยกว่าบรรดาผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างเราๆตั้งไม่รู้กี่เท่า อย่าฝันหวานไปหน่อยเลยว่าลงทุนในหุ้นแล้วจะได้รับการยกย่องเป็นเจ้าของบริษัทและได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ

อันที่จริงก็ถูกของเขานะครับ..... :(

และนี่ก็คือข้อเสียสำคัญของการลงทุนในหุ้นเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว เพราะการทำธุรกิจส่วนตัว แม้มันจะเล็ก แต่พนักงานทุกๆคนก็เชื่อฟังเราคนเดียว เราเป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเต็มที่ ได้จับต้องผลกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย จะเอากำไรไปทำอะไรก็ตามใจชอบ แถมพนักงานทุกคนก็ต้องเกรงใจเราในฐานะที่เราเป็นเจ้าของ มันช่างส่งเสริมความมั่นใจส่วนตัวได้อย่างดีทีเดียว

แต่ในระยะยาวแล้วผมก็ยังเชื่อว่าการทำธุรกิจโดยใช้การลงทุนในหุ้นเป็นเครื่องมือ มีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าอยู่นั่นเอง วันนี้เราอาจมีแค่ 100 หุ้น แต่อีก 10 ปีข้างหน้านั้นไม่มีใครรู้ เราอาจจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทขนาดร้อยล้านพันล้านที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้ ในขณะที่ในโลกทุนนิยมอันโหดร้ายและแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในปัจจุบัน ธุรกิจร้านขายของเล็กๆที่เราเริ่มต้นไว้ในวันนี้ คงมีโอกาสไม่มากที่จะเติบโตเป็นธุรกิจระดับร้อยล้านพันล้านได้ในอนาคต

ทั้งหมดที่ว่ามานี้คือความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ

ขอให้คนที่อ่านบทความ 2 ตอนนี้ ลองพิจารณาด้วยตัวเองว่า คิดที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวอย่างจริงจังด้วยวิธีไหน 1 หรือ 2 หรือจะเป็นวิธีอื่นๆนอกเหนือจากนี้ที่ผมไม่ได้พูดถึง

เพราะลงท้ายผมก็เชื่อว่ามันไม่มีสิ่งใดที่ถูกต้อง 100% แต่อยู่ที่ว่าหนทางนั้นจะ "เหมาะ" กับเราหรือไม่มากกว่าครับ

 

 

 

 

Saturday, April 30, 2011

การลงทุน กับ การทำธุรกิจ (1)

บทความครั้งนี้เราจะมาพูดถึงการเปรียบเทียบการลงทุนในหุ้นด้วยรูปแบบที่ีมีการรับเงินปันผลเป็นประจำ กับการเริ่มต้นก่อตั้งธุรกิจด้วยตัวเอง แบบไหนมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และแบบไหนที่จะเหมาะสมกับการสร้างมั่งคั่งของเรากันแน่ ซึ่งบทสรุปจะเป็นอย่า่งไร ก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้อ่านแต่ละคนที่จะตัดสินใจกันเอาเองนะครับ

ก่อนอื่น หากใครที่เพิ่งรู้จักกับ Thaidividend ผมอยากรบกวนสักเล็กน้อยให้ย้อนกลับไปอ่านบทความ 3 บทความที่พูดถึงเรื่อง Passive Income ตาม Link ดังนี้ครับ

http://thaidividend.com/passive-income

http://thaidividend.com/passive-income-2

http://thaidividend.com/passive-income-3

 

จะเห็นได้ว่าผมได้ให้ความเห็นถึงรายได้ที่เกิดจากการที่เราลงมือลงแรงทำงานแลกกับค่าจ้าง หรือเงินเดือน ว่าเป็นรายได้ที่แท้จริงแล้วไม่ได้ยั่งยืน เพราะถ้าคุณหยุดทำ, ลาออก, โดนไล่ออก, พิการทำงานไม่ได้ หรือ เสียชีวิต รายได้ส่วนนี้ก็จะหายไปแทบจะทันที พนักงานที่ทำงานกินเงินเดือนที่เห็นถึงข้อด้อยจุดนี้ของรายได้ของเขา ก็จะพยายามมองหารายได้เสริมจากทางด้านอื่นๆที่จะมาช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต

แนวความคิดยอดฮิตของพนักงานบริษัทเท่าที่ผมได้ประสบพบเจอมาก็คือความคิดที่ว่า จะไปเปิดธุรกิจส่วนตัวเล็กๆขึ้นมาสักธุรกิจหนึ่ง แม้จะเล็กและรายได้อาจจะน้อยกว่าที่ตัวเองรับเงินเดือนอยู่ แต่อย่างน้อยก็สบายใจที่ได้เป็นนายของตัวเอง ได้ทุ่มเททำงานเพื่อตัวเองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากใคร

วิธีการก็คือ พนักงานประจำมีความตั้งใจที่จะพยายามสร้างธุรกิจในขณะที่ตัวเองยังทำงานอยู่ และเมื่อธุรกิจเริ่มที่จะไปรอดและต้องการการเอาใจใส่มากขึ้น เขาก็จะตัดสินใจลาออกจากงานประจำไปคุมงานในธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มตัว

ครับ แผนการณ์ดังกล่าว ฟังดูแล้วก็เป็นแผนการณ์ที่ดี และมีเหตุมีผล แต่ความเสี่ยงหนึ่งที่พนักงานบริษัทโดยทั่วไปอาจลืมที่จะนึกถึงก็คือ ธุรกิจที่เขากำลังจะออกไปทำ อาจจะกลายเป็นกรงขังอันใหม่ของเขาด้วยก็เป็นได้....

ยกตัวอย่างเช่น หากตัดสินใจก่อตั้งธุรกิจซื้อมาขายไปขึ้นมาร้านหนึ่ง ซึ่งโดยปกติธุรกิจแบบนี้จะเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ขา่ยไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าเอง ดังนั้นราคาขายจะต้องอ้างอิงกับราคาตลาดโดยทั่วไป ผู้ขายจะมีหน้าที่ค้ากำไรจากส่วนต่างที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ธุรกิจนี้มีข้อดีก็คือ สามารถเริ่มต้นได้ง่ายกว่าธุรกิจประเภทอื่นค่อนข้างมาก

กิจวัตรประจำวันของผู้ที่ทำธุรกิจแบบนี้ส่วนใหญ่ก็คือการตื่นเช้าขึ้นมาเปิดร้าน, ปัดกวาดเช็ดถูร้าน, จากนั้นจึงนั่งเฝ้าหน้าร้าน หรือคิดแผนการตลาดที่จะเรียกลูกค้า เมื่อมีลูกค้าเข้าร้านจึงเริ่มขายสินค้า หากวันใดไม่มีลูกค้าหรือลูกค้าน้อย เจ้าของก็ไม่สามารถไปไหนได้อยู่ดีเพราะว่าร้านยังเปิดอยู่ ขืนหนีหายไปสินค้าภายในร้านอาจถูกขโมย และหากปิดร้านก็กลัวจะสูญเสียรายได้ นั่นเพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าวันที่เราปิดร้านอาจเป็นวันที่มีลูกค้าตั้งใจจะมาซื้อของเป็นจำนวนมากก็เป็นได้

บางคนอาจนึกโต้แย้งในใจว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ว่าจ้างพนักงานมาทำแทนเสียสิ จะได้ไม่ต้องนั่งเฝ้าเอง" นั่นก็ถูกครับ แต่อย่าลืมว่า นี่เรากำลังพูดถึงการเริ่มต้นธุรกิจของคนที่เป็นพนักงานบริษัทกินเงินเดือนธรรมดา ที่ไม่ได้มีทุนรอนเป็นถุงเป็นถังมากมาย ค่าใช้จ่ายอะไรที่ควรประหยัดได้ก็ควรที่จะประหยัดไว้ก่อน อีกอย่างหนึ่งการว่าจ้างพนักงานนั้นก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นั่นก็คือเราจะต้องมีระบบจัดการพนักงานที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการทุจริตของพนักงาน และนั่นก็หมายถึงงานที่มากขึ้นของผู้เป็นเจ้าของอยู่ดี

ลงท้ายถ้าคุณทำธุรกิจที่จำเป็นต้องมีตัวคุณเองทำงานอยู่กับธุรกิจตลอดเวลา ย่อมไม่ต่างอะไรกับการที่คุณทำงานกินเงินเดือน นั่นก็คือ เมื่อไหร่ที่คุณหยุดทำ, เลิกทำ (ลาออก, ไล่ตัวเองออก), พิการทำงานไม่ได้ หรือเสียชีวิต รายได้ก็จะหายไป และธุรกิจของคุณก็อาจต้องปิดตัวลงหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข

จะเห็นได้ว่าการทำธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่ง่ายดายแบบที่หลายคนอาจวาดฝันไว้ และการจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ มียอดขายหลายล้านบาท มีพนักงานใต้บังคับบัญชาเป็นสิบเป็นร้อยคน ธุรกิจจะต้องมีแผนการณ์เติบโตที่ชัดเจน มีผู้นำที่กล้าลุยกับความไม่แน่นอนทางธุรกิจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวทีเดียว

ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้ตั้งใจที่จะสกัดดาวรุ่ง หรือจะบอกว่าการทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่อย่างใด ในทางกลับกัน การลงทุนทำธุรกิจเป็นสิ่งที่สร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุดในบรรดาการลงทุนทั้งหมด ถ้าคุณมีคุณสมบัติของความเป็นนักธุรกิจมากเพียงพอ กล้าที่จะลงทุนเพื่อขยายธุรกิจด้วยความมั่นใจเต็มที่ และมีความทุ่มเทไม่ย่อท้อต่อความรับผิดชอบที่จะต้องเพิ่มขึ้น ปัญหาปวดหัวที่จะมากขึ้น เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น พูดอีกอย่างว่าถ้าคุณมี Passion หรือความหลงใหลในการทำธุรกิจอย่างแท้จริง คุณก็จะประสบความสำเร็จ

แต่ถ้าใครไม่มั่นใจว่าตัวเองต้องการจะแลกชีวิตกับ Passion ในการบริหารธุรกิจของตัวเองเช่นนั้นหรือไม่ คราวหน้าเราจะมาพูดถึงมุึมมองของการลงทุน ที่มีความคล้ายคลึงกับการทำธุรกิจ และข้อดีข้อเสียของมัน เผื่อว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าของใครหลายๆคนก็เป็นได้ครับ

 

Tuesday, April 26, 2011

Entertainment : I don't need no doctor (3 versions)

ไม่ได้พูดถึงเรื่องเพลงซะน้านนาน เอาเป็นว่าระหว่างที่ผมกำลังเขียนบทความใหม่ๆมารับใช้ผู้อ่านทุกท่าน ก็ไปลองฟังเพลงที่ผมนำมาฝากกันวันนี้ดูนะครับ

เพลงนี้ชื่อว่า "I don't need no doctor" จะว่าไปแล้วเพลงนี้อาจจะไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไหร่นัก แต่ก็ถือเป็นเพลงที่ดีเพลงหนึ่งที่มีการนำมาปรับแต่งใหม่โดยศิลปินหลายต่อหลายรายแตกเป็นอีกหลายเวอร์ชั่นเลยทีเดียว

แรกเริ่มเดิมทีเพลงนี้ร้องครั้งแรกโดยศิลปิน Jazz ตาบอดผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Ray Charles โดยแต่งออกมาเป็นแนว Soul ที่พร้อมให้คุณปรบมือเข้ากับจังหวะสนุกๆของเพลงไปด้วย หลังจากนั้นก็มีคนเอาไปร้องใหม่อยู่เรื่อยๆแต่ที่จะดูฉีกแปลกแหวกแนวมากที่สุดเห็นจะไม่พ้นวง Humble Pie ที่เอามาแหกปากร้องเป็นเพลง Rock อย่างเมามันในช่วง 70's และเวอร์ชั่นที่ผมชอบต่อมาก็คือ เวอร์ชั่นของ John Mayer ที่เอามาปรับให้ให้มีกลิ่น Funky มากขึ้นกับท่อนริฟฟ์เก๋ๆ และโซโล่ที่ชวนตะลึง

ผมเอามาให้ฟังทั้ง 3 เวอร์ชั่นเลย ลองฟังกันดูและลองตัดสินกันนะครับว่าส่วนตัวของแต่ละคนชอบเวอร์ชั่นไหน นั่นอาจจะบ่งบอกถึงแนวเพลงที่ตัวเองชอบได้ชัดเจนขึ้นอีกด้วย

Enjoy!

 

 

Sunday, April 10, 2011

หุ้นในตม

หากจะพูดถึงของการลงทุนแบบ Value Investment ที่กลายมาเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับใครก็ตามที่คิดจะลงทุนด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักแล้วล่ะก็ คงจะหลีกหนีไม่พ้นที่จะพูดถึงบิดาของทฤษฎีการลงทุนนี้ นั่นก็คือ เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) 

ตามทฤษฎีของเกรแฮม เขาได้พูดถึงหุ้นประเภทหนึ่งที่เรียกว่า "หุ้น Net-Net" ซึ่งเกรแฮมจัดให้หุ้นประเภทนี้เป็นหุ้นที่มีราคาถูกแสนถูก โดยวิธีการหาหุ้น Net-Net สามารถทำได้ด้วยการอ่านงบดุลของบริษัท แล้วนำเอา สินทรัพย์หมุนเวียน ลบด้วย หนี้สิน ทั้งหมดที่บริษัทมี หากพบว่าตัวเลขที่เหลืออยู่นั้นยังมากกว่ามูลค่าตลาดของหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นในปัจจุบัน นั่นแปลว่าคุณได้พบเจอหุ้น Net-Net เข้าให้แล้ว

กวาดตามองในตลาดหุ้นไทย ผมก็ได้ไปพบกับหุ้นตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติของหุ้น Net-Net แบบเกรแฮมเข้าให้พอดี 

หุ้นตัวที่ว่านี้มีมูลค่าตลาด ณ วันที่ 8 เมษายน 2554 อยู่ที่ประมาณ 570 ล้านบาท (หมายความว่าที่ราคาหุ้นปัจจุบัน นักลงทุนสามารถซื้อบริษัทนี้ได้ทั้งบริษัทด้วยเงิน ราว 570 ล้านบาท) เมื่อเราเปิดเข้าไปดูงบดุลของบริษัท ก็พบว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนมูลค่าประมาณ 770 ล้านบาท และมีหนี้สินทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 44 ล้านบาทเท่านั้น

770 ล้าน ลบด้วย 44 ล้าน จะเหลือตัวเลขอยู่ที่ 726 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าตลาดที่ 570 ล้านบาทอยู่ถึง 39.62% เลยทีเดียว

อธิบายความถูกของหุ้น Net-Net ตัวนี้ได้ว่า หุ้นตัวนี้มีหนี้สินน้อยมาก และหนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นหนี้สินทางการค้าที่ไม่มีภาระดอกเบี้ยเลย สินทรัพย์หมุนเวียนของบริษัทก็มีมูลค่าสูงมากและอยู่ในรูปเงินสดก็ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว นี่ยังไม่นับรวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เช่น ที่ดิน อาคาร และเครื่องจักรต่างๆของบริษัทซึ่งมีอยู่อีกพอสมควรด้วย

สำหรับผม นี่คือหุ้นในตมชัดๆ

แต่ผมก็ยังลังเลที่จะลงทุนในหุ้นตัวนี้่ นั่นเพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าการลงทุนซื้อหุ้น โดยส่วนใหญ่แล้วเราควรจะคำนึงถึง "ธุรกิจ" ที่หุ้นตัวนั้นๆมีอยู่ ซึ่งหุ้นตัวนี้ทำธุรกิจที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง มีคู่แข่งในตลาดมากมาย และดูเหมือนว่าธุรกิจอาจไม่มีอนาคตที่สดใสนัก

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว หากเราตัดสินใจซื้อหุ้นตัวนี้ นั่นเท่ากับเรากำลังคาดหวังว่าซักวันหนึ่งจะมีคนมาเห็นความถูกแบบไม่น่าเป็นไปได้ของมันเหมือนกับเรา และมาช่วยเราซื้อจนหุ้นตัวนี้มีราคาตลาดรวมสูงขึ้นกว่า 726 ล้านบาท หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องรอให้เจ้าของเบื่อแล้วจับ Tender Offer ออกจากตลาดไปแบบชิวๆ มากกว่าที่จะคาดหวังว่าธุรกิจของบริษัทจะเติบโตก้าวกระโดดในอนาคต

คำถามคือ แล้วเมื่อไหร่ที่คนส่วนใหญ่ในตลาดจะมาเห็นค่าของมัน? แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่เจ้าของจะเอามันออกไปจากตลาด และจะซื้อที่ราคาไหน?

คงจะเป็นคำถามเหล่านี้นี่แหละที่น่าจะทำให้หุ้นตัวนี้เป็น "หุ้นในตม" ไปอีกซักพัก

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Tuesday, March 22, 2011

ซื้อหุ้นให้เหมือนซื้อที่

ในโลกทุนนิยม เครื่องมือในการลงทุนสำหรับคนที่มีเงินเหลือจากการออมนั้นมีมากมายหลากหลาย แต่ละอย่างก็มีวิธีการและเทคนิคในการลงทุนที่แตกต่างกันไป นักลงทุนแต่ละคนก็ย่อมมีความถนัดในการลงทุนในเครื่องมือแต่ละแบบไม่เหมือนกัน และนี่เองเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า "การลงทุน"

บางคนอาจชอบที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน หรือ คอนโดมิเนียม โดยคาดหวังว่าจะได้กำไรจากราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆในอนาคต แถมถ้าอสังหาริมทรัพย์ที่นักลงทุนเป็นเจ้าของนั้นตั้งอยู่ในทำเลที่ดี ก็อาจจะได้รับผลตอบแทนที่เป็นค่าเช่าได้อีกด้วย เช่น การซื้อคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองและให้นักธุรกิจชาวต่างชาติเช่าอยู่อาศัย เป็นต้น 

เท่าที่ผมสังเกตดูแล้วนั้น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยจะได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มนักลงทุนที่มีอายุมากหน่อย อาจจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 45-50 ปีขึ้นไป และมีเงินเหลือจากการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจมาก่อน เรามักจะเคยได้ยินนักลงทุนกลุ่มนี้พูดกันว่า "มีเงินเย็นก็ซื้อที่เก็บไว้" กันอยู่บ่อยๆ ซึ่งเหตุผลหลักๆที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ชอบลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็เนื่องมาจากความรู้สึกที่ว่า "ที่ดินมันไม่เน่าไม่เสีย แถมราคาก็ค่อยๆสูงขึ้นเรื่อยๆ มันดูไม่ค่อยเสี่ยงดี"

การลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มนักลงทุนกลุ่มนี้ จะเป็นการลงทุนในระยะยาว ถึงยาวมาก สะท้อนจากคำพูดที่ว่า "ซื้อที่เก็บไว้" บางคนอาจซื้อที่ดินเก็บไว้เป็นเวลา 10-20 ปีแล้วก็ยังไม่ขายก็มี อาจมีเข้ามาเสนอซื้อที่ดินบ้างแต่ก็จะเกิดขึ้นนานๆครั้ง บางปีอาจไม่มีใครมาขอซื้อที่ดินนี้เลยก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้เจ้าของที่ดินบางคนอาจไม่รู้เลยว่าที่ดินของตัวเองในปัจจุบันมีราคาเท่าไหร่แล้ว และเวลามีใครมาขอซื้อที่ดินซักครั้งนึง นักลงทุนกลุ่มนี้ก็มักจะคิดว่าตนเองไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอะไร แถมไม่ได้ต้องการเงินก้อนไปลงทุนอะไรใหม่ๆในช่วงนี้ จึงตัดสินใจไม่ขายดีกว่า เพราะเชื่อว่าถ้าเก็บไว้นานกว่านี้ ราคาที่ดินก็จะสูงกว่านี้อีกเป็นแน่

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคารพาณิชย์ หรือ คอนโดมิเนียมเหล่านี้ก็มีอยู่เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยากลงทุนอย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้เงินกู้ในการซื้อที่ดิน คุณก็ต้องมีเงินลงทุนค่อนข้างสูงถึงสูงมากๆกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์งามๆสักที่หนึ่ง หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่สามารถปล่อยให้เช่าได้ เพื่อที่จะนำเงินค่าเช่ามาจ่ายเป็นค่างวดผ่อนชำระให้ธนาคาร ซึ่งการหาผู้เช่าให้ได้ตลอดเวลาก็เป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่มีทุนทรัพย์มากมายที่จะนำมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จึงมีอีกตัวเลือกหนึ่ง นั่นคือการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยการซื้อหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนต่างๆที่มีอยู่ การลงทุนแบบนี้ไม่ต้องใช้เงินเริ่มต้นที่สูง อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องเงินกู้และการผ่อนชำระดอกเบี้ยกับธนาคารอีกด้วย (เนื่องจากธนาคารไม่ยอมให้กู้เงินไปลงทุนในหุ้นนั่นเอง :D) และการนำแนวคิดการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มาปรับใช้กับการลงทุนในหุ้นก็ดูเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

อย่างแรกสุด คือการเน้นลงทุนระยะยาวด้วยเงินเย็น ก่อนจะลงทุนจึงต้องมั่นใจว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นที่มีความมั่นคงแข็งแรงและมีอนาคตที่สดใส เหมือนการซื้อที่ดินก็ต้องดูว่าอยู่ในทำเลที่ดี และมีโอกาสที่จะมีถนนหรือรถไฟฟ้าตัดผ่านในอนาคต ซึ่งถ้านักลงุทนถือหุ้นไว้นานพอ และวิเคราะห์อนาคตได้ถูกต้อง หุ้นนั้นก็จะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

อย่างที่สองคือการอยู่ให้ห่างตลาดหลักทรัพย์เข้าไว้หลังจากที่ได้ซื้อหุ้นไปแล้ว เพราะการที่เห็นราคาหุ้นของเราขึ้นๆลงๆตลอดทุกวัน อาจทำให้จิตใจเราไขว้เขวไปจากภาพในระยะยาว ซึ่งคนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มักไม่พบกับปัญหานี้เนื่องจากปีๆหนึ่งมีคนมาเสนอขอซื้อที่ดินแทบจะนับครั้งได้ เราจึงควรเลียนแบบด้วยการเพลาๆการดูราคาหุ้นรายวันลงบ้าง

 และอย่างที่สามที่น่าสนใจที่สุดก็คือการเลือกหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับการได้รับค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง เงินปันผลที่ได้ก็สามารถนำไปต่อยอดลงทุนเพิ่มเติมได้อีกด้วย นับว่าได้ประโยชน์สองเด้งเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าเราสามารถที่จะประยุกต์และใช้เทคนิคของการลงทุนรูปแบบอื่นๆมาปรับใช้กับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นนี้ หวังว่าเพื่อนๆนักลงทุนทุกท่านจะได้ลองพิจารณาดู

เพราะโบราณว่า “เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัดนะครับ” J


Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

Thursday, February 17, 2011

เลือกหุ้นผิดตัว

เคยมีประสบการณ์เลือกหุ้นผิดตัวกันบ้างไหมครับ?

วันนี้ผมอยากเอาประสบการณ์ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับผมโดยตรงมานำเสนอให้ลองเอาไปเป็นอุทธาหรณ์กันบ้างนะครับ

ผมเชื่อว่าการเลือกหุ้นผิดตัวคงเคยเกิดขึ้นกับนักลงทุนแทบทุกคน ผิดแต่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยๆหรือเกิดขึ้นนานๆครั้งก็เท่านั้นเอง

คำจำกัดความของคำว่า เลือกหุ้นผิดตัว ณ จุดนี้หมายถึง การที่เราคัดเลือกบริษัทที่เราคิดว่ามีความแข็งแกร่ง และมีศักยภาพในการทำกำไรให้เติบโตขึ้นได้ในอนาคตอย่างมั่นคงมากลุ่มหนึ่ง จากนั้นด้วยทุนทรัพย์ที่เรามีอย่างจำกัด เราจึงต้องชั่งใจว่าจะจัดสรรเงินทุนของเราไปลงทุนกับบริษัทไหนดี ระหว่าง A หรือ B (หรือ C, D, E ตามจำนวนตัวเลือก) โดยความคิดของเราก็คือ เลือกตัวที่ดีที่สุด ในจำนวนตัวดีๆที่เราคัดมาแล้ว ย่อมต้องได้ตัวที่สุดยอดแน่นอน

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นว่า ไอ้ตัวที่เราเลือก กลับไม่ได้สร้างผลตอบแทนให้อย่างที่หวัง กำไรของบริษัทก็ไม่เติบโตอย่างที่เราคิด ในขณะที่ตัวอื่นที่เราไม่ได้เลือกนั้น ธุรกิจกลับพุ่งขึ้นเหมือนติดจรวด ราคาหุ้นก็วิ่งเอาๆราวกับกระทิงเปลี่ยวกันเลยทีเดียว

นั่นแหละครับที่ผมขอเรียกว่า "เลือกหุ้นผิดตัว"

ตัวผมเองก็เช่นกัน ตั้งแต่ผมลงทุนมา มีอย่างน้อย 2 ครั้งที่ผมมีความรู้สึกว่า ตัวเองเลือกหุ้นผิดตัวอย่างรุนแรง ชนิดที่เรียกว่าไม่น่าให้อภัย ซึ่งทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติปี 2008 ที่วิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบชิ่งมายังประเทศไทยจนตลาดหุ้นไทยดิ่งหัวลงแบบแทบไม่เห็นก้น

ครั้งแรกนั้นผมกำลังชั่งใจเลือกหุ้นที่ทำธุรกิจให้เติบโตได้ในระดับที่ดีมากตลอดหลายๆปีที่ผ่านมา จนผมคัดมาได้เหลือเพียง 2 ตัวเท่านั้น นั่นคือหุ้น M** และ หุ้น C**

หุ้นตัวแรกทำธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร และบริหารโรงแรม โดยมี CEO ฝีมือเยี่ยมซึ่งเป็นคนที่ผมชื่นชมมานานเป็นผู้บริหารคอยกุมบังเหียนใหญ่อยู่ ในช่วงวิกฤติขณะนั้นหุ้นตัวดังกล่าวราคาลดลงไปมากจนไม่น่าเชื่อ ผมจึงตั้งใจจะซื้อเก็บเอาไว้

หุ้นอีกตัวหนึ่งเป็นหุ้นที่ทำธุรกิจ Convenient store ยอดนิยม ที่มีอัตราการเติบโตอย่างน่าทึ่ง และราคาก็ลดลงมามากเช่นกัน

และแล้วผมก็ตัดสินใจเลือกหุ้นตัวแรกครับ ด้วยสาเหตุง่ายๆเพียงแค่ว่า PE ต่ำกว่า!

น่าเขกกระโหลกตัวเองมั๊ยครับ?

ทุกวันนี้หุ้นตัวที่สองมีราคาสูงขึ้นจากวันที่ผมนั่งตัดสินใจประมาณ 300% ซึ่งผลตอบแทนของหุ้นตัวแรกไม่อาจเทียบได้เลย

อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ผมกำลังตัดสินใจเลือกหุ้นโรงพยาบาลอยู่ 2 ตัวซึ่งขึ้นต้นด้วยตัว B ทั้งคู่ ตัวแรกทำธุรกิจโรงพยาบาลแบบเน้นความหรูหรา และมีแหล่งรวมอยู่ที่จุดเดียว ในขณะที่ตัวที่สองเน้นการขยายงานอย่างดุเดือด ลุยดะไปแทบทุกภูมิภาค โดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆทั้งสิ้น

แล้วผมก็ตัดสินใจเลือกหุ้นตัวแรกเพราะผมเป็นพวกกังวลเกี่ยวกับการขยายงานที่มากเกินไป และมองว่าธุรกิจโรงพยาบาลควรมุ่งเน้นคุณภาพ และสร้างแบรนด์ที่จุดเดียวจะยั่งยืนกว่า

กาลเวลาผ่านไป หุ้นโรงพยาบาลที่เน้นการขยายงานได้พิสูจน์แล้วว่า การขยายธุรกิจด้วยการเข้า "ซื้อ" ธุรกิจโรงพยาบาลอื่นๆ เป็นกลยุทธ์ที่ "ถูกใจ" นักลงทุนเป็นยิ่งนัก ราคาหุ้นก็พุ่งสูงขึ้นตามการเติบโตจนน่าอิจฉา

ปัญหาของผมคืออะไร?

ปัญหาของผมก็คือการอ่านเกมส์ธุรกิจที่ยังไม่เฉียบคมพอ ไปจนถึงการละเลยการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงกลยุทธ์และทัศนคติของผู้บริหารต่อการเติบโตของบริษัท และที่สำคัญที่ไม่น่าให้อภัยก็คือ การที่ผมให้ความสำคัญกับค่า PE มากเกินไป

ปัจจุบันนี้ผมพยายามพัฒนาการมองธุรกิจของผมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองทำการค้นคว้าน้อยเกินไปก่อนซื้อหุ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขต่อไปในอนาคต

ครับ บทความนี้ผมแทบไม่ได้พูดถึงเงินปันผลเลย นั่นเพราะหุ้นทั้งหมดที่ผมนั่งเลือกอยู่นั้นเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลออกมาค่อนข้างน้อย และเป็นหุ้นที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจมากกว่าซึ่งผมไปกล่าวไปในตอนที่ผ่านๆมาแล้วว่าใน Portfoilio ของเราโดยเฉพาะสำหรับคนที่ Port ยังเล็กอยู่ ควรจะมีทั้งหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง และหุ้นที่เน้นการเติบโตของธุรกิจในสัดส่วนที่เหมาะสม

หวังว่าบทความนี้จะเป็นบทเรียนให้กับการเลือกซื้อหุ้นเติบโตให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆนักลงทุนได้บ้างนะครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

 

Saturday, February 12, 2011

อย่ายึดมั่นถือมั่นไปกับหุ้น

ไม่ทราบว่านักลงทุนทั้งหลายมีอาการแบบนี้กันบ้างไหมครับ ที่เวลาเราลงทุนอยู่ในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เรามีความรู้สึกรักหุ้นตัวนั้นเหลือเกิน รู้สึกดีกับมันเป็นพิเศษ ใครจะว่าอะไรธุรกิจของหุ้นนั้นๆก็ตาม เราก็มักจะมีข้อแก้ต่างให้กับหุ้นของเราเสมอๆ

ถ้าใช่ แปลว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะหลงใหลยึดติดอยู่กับหุ้นตัวนั้น

แต่ถ้าคุณปฏิเสธ ..... ลองนึกดูให้ดีอีกครั้งนะครับ :D

ผมก็เช่นกัน เวลาลงทุนในหุ้นแต่ละตัว ผมก็มักจะคิดพิจารณาจนรอบคอบเสียก่อนว่าธุรกิจเบื้องหลังหุ้นตัวนั้นเป็นอย่างไร? ปลอดภัยหรือไม่? และทำธุรกิจที่เราชอบหรือเปล่า? วิธีการคิดง่ายๆของผมก็คือ ผมจะรู้สึกอย่างไรถ้าไปบอกเพื่อนๆว่าผมเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจของหุ้นนั้นๆ?

ถ้าผมรู้สึกภูมิใจที่จะบอกกล่าวให้คนทั่วไปรู้ นั่นแสดงว่าธุรกิจนั้นๆเป็นธุรกิจที่ผมหลงใหลอยู่พอสมควร แต่ถ้าไม่ ผมคงต้องคิดใหม่ทำใหม่กับหุ้นตัวนั้น

ฟังดูเผินๆอาจไม่มีอะไรเสียหาย เรารักเราชอบหุ้นแต่ละตัวเพราะหุ้นตัวนั้นดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดี เป็นธุรกิจที่ปลอดภัย และตรงกับความชอบส่วนตัวของนักลงทุน นั่นก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ทว่าผลเสียที่ตามมามักจะเกิดขึ้นถ้าหากว่าอาการหลงใหลได้ปลื้มนั้นมีมากเกินไปจนกลายเป็นการยึดมั่นถือมั่นเอาเข้าให้

วิธีการตรวจสอบง่ายๆว่าเรา "ยึดมั่นถือมั่น" กับหุ้นตัวนั้นๆแล้วหรือยัง ก็อย่างเช่น

  • เรามองเห็นแต่ข้อดีของหุ้นตัวนั้นจนมองหาข้อเสียไม่เจอเลย
  • และเรามักเอาข้อดีของหุ้นตัวนั้นไปบอกให้คนอื่นฟัง พอโดนแย้งขึ้นมาก็เถียงคอเป็นเอ็น
  • เราพูดว่าเรา "รัก" หุ้นตัวนั้นเหลือเกิน
  • เรารู้สึกว่าหุ้นตัวนั้นดีมากๆ เวลาที่ราคาหุ้นสูงขึ้น และตลาดมองผิดไปเองเวลาที่ราคาหุ้นลดต่ำลง
  • เรารู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของบริษัทของหุ้นนั้นๆอย่างเต็มตัว

ถ้ามีอาการอย่างข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อจากด้านบน แปลว่าคุณเริ่มมีอาการยึดมั่นถือมั่นในหุ้น มากน้อยตามแต่จำนวนข้อนั่นแล

อาการยึดมั่นถือมั่นในหุ้นจะส่งผลเสียเป็นอย่างมากสำหรับการลงทุน นั่นเพราะอาการดังกล่าวทำให้นักลงทุนเกิดอคติและความเป็นกลางในการพิจารณาหุ้นตัวนั้น ทำให้นักลงทุนไม่สามารถขายหุ้นตัวนั้นออกไป ถึงแม้ผลประกอบการของธุรกิจจะตกต่ำลง และการตกต่ำนั้นมีแนวโน้มจะเป็นไปอย่างถาวรก็ตาม

พอรู้ตัวอีกที ก็อาจสายเกินไปแล้ว

วิธีการแก้ไขอาการยึดมั่นถือมั่นในหุ้นที่ดีที่สุดก็คือการเจริญสติ และทำสมาธิให้อยู่กับเนื้อกับตัว พิจารณาธุรกิจเหล่านั้นตามความเป็นจริง ไม่หลอกตัวเอง พร้อมทั้งบอกตัวเองไว้เสมอว่า ไม่มีอะไรที่มันจะจีรังยั่งยืนไปได้ตลอดเวลา อย่าไปยึดติดกับมันให้มากนัก

จะได้ไม่ต้องเจ็บใจมากนัก เวลาหุ้นที่รักทำให้ช้ำใจนะครับ

ปิดท้าย post นี้ด้วยเพลงร็อกจังหวะมันส์ๆ ของวง The Killers ที่ออกมาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว เพลงนี้มีชื่อเพลงว่า When You Were Young เนื้อหาเพลงอาจฟังเข้าใจยากสักหน่อย แต่โดยรวมก็คือการบอกกล่าวแก่ผู้หญิงว่า ผู้ชายทุกคนแม้จะดูเป็นคนดีขนาดไหน แต่ต่างคนก็มีด้านมืดของตัวเองกันทั้งนั้น เมื่อพวกเขาพลาดพลั้ง ขอให้นึกถึงความดีที่เขาเคยทำให้คุณ และการให้อภัยอาจเป็นทางออกที่ดีนะครับ

สาวๆเห็นด้วยมั๊ยก็ลองฟังกันเอาเองนะจ๊ะ 

Happy Valentine's Day ครับ :)

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

 

Wednesday, January 26, 2011

ทำไมคุณปู่บั๊ฟเฝ็ตต์ถึงไม่ลงทุนในทองคำ

ถ้าพูดถึงวอร์เร็น บั๊ฟเฝ็ตต์ นักลงทุนทุกคนคงรู้จักเขาดีในฐานะ "พ่อมดแห่งโอมาฮ่า" ผู้สร้างความร่ำรวยมั่งคั่งด้วยหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ที่เลือกลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม แต่มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง จนกลายเป็นบุรุษที่ร่ำรวยติดอันดับต้นๆของโลกมาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าด้วยชื่อเสียงระบือลือลั่น ทำให้ไม่ว่าบั๊ฟเฝตต์จะพูดอะไร หากว่ามันเกี่ยวกับการลงทุนด้วยแล้วล่ะก็ ทุกคนมักตั้งใจฟังเสมอ

หนึ่งในความคิดของบั๊ฟเฝ็ตต์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดอันหนึ่ง เห็นจะเป็นความคิดเห็นของเขาต่อการลงทุนใน "ทองคำ"

วอร์เร็น บั๊ฟเฝ็ตต์ ไม่ลงทุนในทองคำ และไม่แนะนำให้ใครลงทุนในทองคำด้วย

ทำไม?

วอร์เร็น บั๊ฟเฝ็ตต์ให้เหตุผลว่าทองคำเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เขาหล่นคำพูดนี้ในปี 1998 เมื่อครั้งปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดว่า

"ทองคำถูกขุดขึ้นมาจากแถบๆทวีปแอฟริกา รวมถึงที่อื่นๆทั่วโลก จากนั้นพวกเราก็ละลายทองคำเหล่านั้น แล้วก็หาที่ขุดใหม่ กลบหลุมเก่า แล้วก็ขุดหลุมใหม่อีก แล้วก็จ้างยามมาเฝ้าหลุมพวกนั้น การกระทำเหล่านี้ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย ถ้ามนุษย์ดาวอังคารมีอยู่จริง พวกเขาคงมองเราด้วยความแปลกใจแล้วเกาหัวแกรกๆอยู่บนนั้นเป็นแน่"

บั๊ฟเฝ็ตต์ย้ำเรื่องนี้อีกครั้งในปี 2009 เมื่อไปออกรายการทางช่อง CNBC โดยในครั้งนั้นพิธีกรสอบถามว่าบั๊ฟเฝตต์มีความคิดเห็นอย่างไรกับราคาทองคำในอีก 5 ปีข้างหน้า และการลงทุนในทองคำควรถือเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าด้วยหรือไม่?

"ผมไม่มีความเห็นใดๆทั้งสิ้นเกี่ยวกับราคาทองคำในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างเดียวที่ผมจะบอกได้ก็คือ ผมจะไม่ไปลงทุนอะไรทั้งสิ้นกับทองคำ ประเด็นก็คือในช่วงเวลานั้น บริษัทอย่างโคคา-โคล่าจะยังคงทำเงินอยู่ ธนาคารอย่างเวลฟาร์โก้ก็เช่นกัน... ผมชอบห่านที่ออกไข่อยู่เรื่อยๆมากกว่าห่านที่เอาแต่นั่งเฉยๆแล้วคอยแต่จะกินเงินค่าดูแลรักษา, ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกเป็นไหนๆ"

บั๊ฟเฝ็ตต์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Fortune เมื่อไม่กี่เดือนก่อนในประเด็นเดียวกันนี้ว่า "ถ้าคุณเป็นเจ้าของทองคำทั้งหมดที่เคยมีการขุดขึ้นมา คุณจะมีทองคำที่ใหญ่ประมาณ 67 ลูกบาศก์ฟุต และด้วยราคาทองคำในปัจจุบัน ทองคำจำนวนดังกล่าวจะสามารถซื้อพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา แล้วยังเหลือเงินไปซื้อบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Exxon Mobil ได้ถึง 10 บริษัท แถมยังเหลือเงินอยู่อีก 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯอีกด้วย คุณจะเลือกซื้อสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด หรือว่าจะเก็บโลหะสีเหลืองขนาดใหญ่ไว้แทน และสิ่งไหนจะสร้างมูลค่าได้มากกว่ากันในอนาคต?"

ข้อด้อยหลักๆของทองคำที่ทำให้วอร์เร็น บั๊ฟเฝ็ตต์ไม่ลงทุนด้วยก็คือ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาทองคำนั้นแพงมาก และทองคำก็เป็นโลหะที่แทบไม่มีประโยชน์อะไรอย่างอื่นเลย แถมไม่ได้สร้างรายได้อะไรเพิ่มเติมอีกด้วย

แต่สำหรับใครก็ตามที่อยากจะแย้งบั๊ฟเฝ็ตต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คงต้องมองถึงการลงทุนในทองคำในแนวทางอื่นๆที่ไม่ใช่การซื้อทองคำมาเก็บไว้โดยตรง เช่นการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ หรือ ตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับราคาทองคำ เพราะทำให้เราไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการเก็บรักษาทองคำจริงๆ

ในปี 1998 ที่บั๊ฟเฝ็ตต์เริ่มพูดถึงทองคำในแง่ลบต่อสาธารณชน ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 300 เหรียญสหรัฐฯต่อ 1 ออนซ์ เทียบกับราคาในปัจจุบันประมาณ 1,200 เหรียญต่อ 1 ออนซ์ คิดเป็นผลตอบแทน 400% ในระยะเวลาประมาณ 12 ปี ในขณะที่หุ้นของบั๊ฟเฝตต์ (Berkshire Hathaway) ให้ผลตอบแทนในระยะเวลาเดียวกันที่ 140% เท่านั้น

ผลแพ้ชนะแตกต่างกันไป ในระยะเวลาที่สั้นกว่านั้น ปี 2009 ที่บั๊ฟเฝตต์ให้สัมภาษณ์ CNBC จนถึงปัจจุบัน ทองคำให้ผลตอบแทน 53% ส่วนหุ้น Berkshire ให้ผลตอบแทน 63% และถ้าเทียบกับเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่นิตยสาร Fortune ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของบั๊ฟเฝ็ตต์ จนถึงปัจจุบัน ทองคำให้ผลตอบแทนที่ 6% ส่วนหุ้น Berkshire ติดลบลงไปเล็กน้อย

อนาคตของราคาทองคำจะเป็นอย่างไรคงไม่มีใครกล้ายืนยัน

แต่ที่แน่ๆก็คือ

ปู่บั๊ฟเขาไม่เล่นทองนะครับ

(บทความนี้แปลจาก "What's Buffett got against gold?")

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Tuesday, January 18, 2011

20 เคล็ดลับการลงทุน (ตอนที่ 4/4)

16. ระวังจุดสูงสุดเอาไว้ให้ดี : ข้อนี้เกี่ยวกับเรื่องของฟองสบู่ทางเศรษฐกิจต่างๆซึ่งมีมานานแล้ว และคาดว่าจะยังคงมีอยู่ต่อไปเรื่อยๆเป็นระยะในระบบทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นฟองสบู่จากการค้าดอกทิวลิปในช่วงคริสตศตวรรษที่ 17 หรือหุ้นในกลุ่ม IT และ internet ในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้น ลักษณะที่เหมือนกันของแต่ละช่วงฟองสบู่ก็คือการที่นักลงทุนมองการลงทุนในสิ่งใดสิ่งหนึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นการลงทุนที่ "ไม่มีวันแพ้" ดังนั้นเมื่อเราเห็นสภาพการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเราก็ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในสิ่งนั้นให้ไกล อย่าได้เข้าไปยุ่งกับกระแสน้ำที่กำลังเชี่ยวกรากให้เจ็บตัวโดยเด็ดขาด อีกลักษณะที่จะทำให้เราพอคาดการณ์จุดสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์ได้บ้างก็คือการพบเห็นผู้คนกลุ่มใหญ่ที่ไม่ได้มีความรู้หรือพื้นฐานทางธุรกิจและการลงทุนเริ่มนำเงินของตัวเองเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ตัวอย่างเช่น พนักงานเปิดประตูโรงแรมเริ่มนำเงินที่ได้จากทิปไปลงทุนในหุ้น หรือคนขับแท็กซี่เริ่มพูดกับคุณเรื่องเล่นหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าฟองสบู่ของเศรษฐกิจกำลังมาถึงจุดที่อันตรายเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้

17. เน้นไปที่คุณภาพเสมอ : หากนักลงทุนเน้นไปที่เรื่องของคุณภาพของบริษัทเป็นสำคัญ หุ้นของนักลงทุนก็จะเป็นหุ้นของธุรกิจที่มีความได้เปรียบที่ยั่งยืนที่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว จงมีความอดทนเพียงพอและมองไปที่คุณภาพของบริษัทเสมอแม้ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนก็ตาม การมุ่งเน้นไปที่ราคาหุ้นมากกว่าคุณภาพของบริษัทไม่ต่างอะไรกับการเล่นเกมส์การพนัน

18. อย่าซื้อในราคาที่แพงเกินไป : จำนวนเงินที่คุณนำมาลงทุนคือข้อแตกต่างสำคัญระหว่างบริษัทที่สุดยอดกับการลงทุนที่สุดยอด การค้นพบบริษัทที่ยอดเยี่ยม เป็นเพียงส่วนเดียวของการลงทุนที่ดี ลำดับต่อมาก็คือการศึกษาว่าเราควรซื้อที่ราคาเท่าไหร่ และนักลงทุนต้องรู้จักอดทนรอคอยที่จะซื้อที่ราคานั้นหรือต่ำกว่านั้น การลงทุนในหุ้นและธุรกิจที่ยอดเยี่ยมในช่วงที่ราคาของหุ้นมีโปรโมชั่นลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์จะทำให้นักลงทุนประสบความสำเร็จทางการลงทุนได้อย่างแน่นอน

19. มี "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" อยู่เสมอ : อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าการลงทุนในหุ้นคือการคาดการณ์อนาคตของบริษัทที่เราลงทุนว่าจะสามารถสร้างรายได้และมีกำไรเพิ่มขึ้นได้มากน้อยแค่ไหนในอนาคต แต่เราก็รู้ๆกันอยู่ว่าอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อาจมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นและทำให้การคาดการณ์ของเราผิดพลาดได้เสมอ ดังนั้นเราจึงควรลงทุนแบบมี "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" เป็นเกราะป้องกันเอาไว้ด้วย การทำตามเคล็ดลับข้อที่ 18 อย่างเคร่งครัดจะทำให้การลงทุนของคุณมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี

20. มีสติและอิสระทางความคิด : นักลงทุนที่ดีควรมีความเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง และไม่ถูกฝูงชนคนหมู่มากชักจูงความคิดของตนไปได้โดยง่าย ในเรื่องของการลงทุนนั้น ผู้ที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ผู้ที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวรู้ตนว่าตัวเองกำลังทำอะไร และไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งรบกวนที่เข้ามากระทบ ถ้าหากนักลงทุนมีสติในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังเสียสติไปตามแรงซื้อแรงขายของตลาดหุ้น ความสำเร็จของนักลงทุนก็จะอยู่แค่เอื้อมครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับกับทั้ง 20 เคล็ดลับการลงทุนจากทาง Morningstar ที่เราได้เอามาฝากกันตลอดเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา หวังว่าจะสามารถสร้างแนวทางการลงทุนให้แก่นักลงทุนทั้งมือใหม่และมือเก่าได้เป็นอย่างดีนะครับ แม้จะอาจจะไม่ได้ใช้ทุกข้อ แต่ก็ต้องมีบางข้อที่โดนใจบ้างแหละ จริงมั๊ยครับ :)

ผมปิดท้ายด้วยเพลงไปเลยนะครับ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ฝากเพลงเอาไว้นานแล้ว

เพลงจังหวะเบาๆเพลงนี้เป็นของ Ray LaMontange ชื่อศิลปินอาจไม่ได้คุ้นหูเลยแม้แต่น้อย นั่นเพราะศิลปินคนนี้เขาไม่ดังน่ะแหละครับ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่เพลงของเขาเพลงนี้ติดหูผมได้ไวมาก ด้วยเสียงเครื่องเป่าที่ใส่มาแบบเต็มที่ กลิ่นอาย Funk นิดๆ บวกกับ Soul จากเสียงประสานด้านหลัง กับเสียงร้องที่มีเอกลักษณ์ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวดีจริงๆ

เพลงความหมายดีแบบนี้ เอาไปแชร์ต่อๆกันไปให้กับคนที่คุณรักได้ด้วยนะครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Thursday, January 13, 2011

20 เคล็ดลับการลงทุน (ตอนที่ 3/4)

11. เตรียมพร้อมตลอดเวลา : ธุรกิจที่ไม่ดีมักจะเสื่อมลงเร็วกว่าที่คุณคิด ดังนั้นเราต้องเตรียมตัวปรับการลงทุนโดยทันทีที่รู้ว่าการวิเคราะห์ธุรกิจของเราผิดพลาด แม้ว่าหุ้นของบริษัทนั้นจะมีราคาถูกมากก็ตาม เช่นเดียวกับในทางกลับกัน นักลงทุนในตลาดจะตอบสนองต่อธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีทิศทางที่ดีในอนาคตอย่างรวดเร็วเช่นกัน จงระลึกไว้เสมอว่าให้ลงทุนโดยมีส่วนเผื่อของความปลอดภัยที่กว้างมากๆสำหรับธุรกิจที่กำลังมีปัญหา แต่ก็อย่ากลัวที่จะลงทุนในหุ้นที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยที่น้อยหน่อย แต่มีธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

12. เรื่องเซอร์ไพรซ์มักเกิดขึ้นได้เสมอ : ธุรกิจที่ดีมักมีเรื่องเซอร์ไพรซ์ในทางที่ดีอยู่เรื่อยๆ เช่นเดียวกับธุรกิจที่ไม่ดีก็มักมีเรื่องร้ายๆเข้ามากระทบอยู่เรื่อยๆเช่นกัน ควรระมัดระวังตัวโดยใช้หลัก "ทฤษฎีแมลงสาบ" กล่าวคือ เมื่อคุณเห็นแมลงสาบ 1 ตัวโผล่ออกมา อาจมีอีกหลายๆตัวแอบซ่อนอยู่รอบๆก็เป็นได้ ดังนั้นความประมาทด้วยการคิดง่ายๆว่า "เรื่องร้ายๆคงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว" จะเป็นหนทางไปสู่หายนะได้เสมอ

13. อย่าดื้อแพ่ง : มีเส้นกั้นบางๆที่คั่นระหว่าง "ความอดทน" กับ "ความดื้อแพ่ง" กล่าวคือความอดทนในการลงทุนมักจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนโฟกัสไปยังคุณภาพของบริษัทมากกว่าราคาหุ้น และปล่อยให้กระบวนการเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าหากการวิเคราะห์ธุรกิจของเราถูกต้อง และเราลงทุนในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า แม้ราคาหุ้นจะตกลงในระยะสั้น แต่ในระยะยาว หากเราอดทนได้เพียงพอ กำไรที่เติบโตของบริษัทจะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน หากเราลงทุนแล้วมองข้ามความผิดปกติของบริษัท, ผลการดำเนินงานที่สาละวันเตี้ยลง และความผิดปกติบางอย่างของงบการเงิน การถือหุ้นนั้นยาวๆอาจเปลี่ยนจากการรู้จักอดทนเป็นความดื้อแพ่งไปได้ เพราะฉะนั้นนักลงทุนควรถามตัวเองอยู่เสมอว่า "บริษัทที่เราลงทุนอยู่นี่มีมูลค่าเท่าไหร่ ณ ปัจจุบัน และถ้าเรายังไม่ได้ลงทุนในบริษัทนี้เลย เราจะลงทุนที่ราคานี้หรือไม่?" คำถามแบบนี้จะช่วยให้คุณรู้จักอดทนในเวลาที่ควรจะอดทน และรู้จักเลิกดื้อแพ่งในเวลาที่ควรเลิก

14. ใช้สัญชาตญาณให้เป็นประโยชน์ : ในแวดวงการลงทุนนั้น มีสูตรการคำนวณหามูลค่าและราคาที่เหมาะสมของหุ้นอยู่หลากหลายรูปแบบ การเลือกใช้สูตรการคำนวณต่างๆตามความเหมาะสมและความถนัดของแต่ละคนถือเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเชื่อสูตรต่างๆเหล่านั้น 100% เพราะการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องของการมองไปในอนาคตของธุรกิจ ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเรื่องของศิลปะและความชำนาญส่วนบุคคลด้วย เราจึงควรใช้สูตรคำนวณบวกกับสัญชาตญาณในการวิเคราะห์ของเราให้เป็นประโยชน์จะดีกว่า

15. รู้ให้ชัดว่าใครเป็นมิตร และใครเป็นศัตรู : การพยายามเสาะหาข้อมูลเชิงลึกของบริษัทเป็นเรื่องที่สมควรทำ ตัวอย่างของข้อมูลเชิงลึกดังกล่าวเช่น ผู้บริหารของบริษัทมีหุ้นอยู่หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน และกำลังซื้อเพิ่มหรือกำลังขายออกอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ หรือ มีกองทุนรวมใดบ้างที่ลงทุนกับบริษัทแห่งนี้ และผู้จัดการกองทุนเหล่านั้นมีประวัติการทำงานเป็นเช่นไร เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้เป็นแหล่งอ้างอิงที่ดีได้ว่าคุณกำลังจะลงทุนร่วมกับคนที่เป็นมิตรหรือคนที่เป็นศัตรูกับคุณกันแน่ ทั้งนี้เพื่อจะได้หาทางหนีทีไล่ได้ถูกนั่นเองครับ

ตอนต่อไปจะเป็นตอนสุดท้ายของ 20 เคล็ดลับการลงทุนโดยสถาบันวิเคราะห์หลักทรัพย์ Morningstar โปรดติดตามตอนจบด้วยนะครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Tuesday, January 4, 2011

20 เคล็ดลับการลงทุน (ตอนที่ 2/4)

6. ซื้อถูก ขายแพง : หลักการก็คือเมื่อหุ้นสูงปรับตัวสูงขึ้นทะลุฟ้าย่อมเป็นเวลาสำหรับการพิจารณาเพื่อขายหุ้น และเมื่อหุ้นปรับตัวลดลงราวกับว่ากำลังจะตกสู่ก้นเหว ย่อมเป็นเวลาสำหรับการพิจารณาซื้อหุ้นเพิ่ม อย่าหาความกลัวและความโลภมามีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของเรา และสิ่งที่จะต้องจำไว้ให้ดีก็คือประโยคที่ว่า "จงกลัวในขณะที่คนอื่นกล้า และจงกล้าในขณะที่คนอื่นกลัว" (วอร์เร็น บั๊ฟเฝ็ต)

7. อย่ายึดติดกับราคาหุ้น : นักลงทุนหลายต่อหลายคนที่ยึดติดอยู่กับราคาต้นทุนของหุ้นที่ตัวเองซื้อมา จนละเลยความจริงข้อหนึ่งที่ว่าราคาหุ้นจะวิ่งตามมูลค่าซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสเงินสดที่จะไหลเข้าสู่ธุรกิจเบื้องหลังหุ้นนั้นๆในอนาคต การยึดติดกับราคาหุ้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้เราไม่ได้มองถึงมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้น และอาจตัดสินใจซื้อหรือขายผิดพลาดอย่างร้ายแรงได้ ดังนั้นเราจึงพิจารณาและติดตามผลประกอบการของธุรกิจ อันเป็นตัวสร้างมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นจะดีกว่า

8. บริหารเก่งไม่สู้ธุรกิจดี : คุณสามารถเป็นนักขับรถฝีมือยอดเยี่ยม แต่ถ้ารถของคุณมีแรงม้าแค่ครึ่งเดียวของคู่แข่ง คุณก็แพ้เอาง่ายๆเหมือนกัน เช่นเดียวกันกับธุรกิจ แม้จะมีทีมบริหารที่มีฝีมือยอดเยี่ยม แต่กลุ่มคนเหล่านั้นอาจไม่สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้หากมาบริหารธุรกิจที่ไม่มีอนาคต นอกจากนั้น การบริหารเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ผู้บริหารบางคนอาจเปลี่ยนงาน หรือลาออก หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลันได้ทั้งนั้น แต่ธรรมชาติของธุรกิจนั้นๆเป็นสิ่งที่ค่อนข้างคงที่และใช้เวลานานในการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง เลือกลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจที่ดี มีอนาคต มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง แม้มีการบริหารงานที่ธรรมดาๆ ดีกว่าลงทุนในบริษัทที่มีทีมผู้บริหารชั้นยอดในธุรกิจที่ไม่มีความได้เปรียบอะไรเหนือคนอื่นเลย

9. ระวังงูพิษ : งูพิษในที่นี้หมายถึงผู้บริหารที่ไว้ใจไม่ได้ การบริหารงานที่ไม่มีธรรมาภิบาลเพียงพอจะทำให้การลงทุนประสบกับความล้มเหลวได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจงหลีกเลี่ยงบริษัทที่ไม่มีธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน เช่น บริษัทที่เอารัดเอาเปรียบลูกค้า หรือบริษัทที่มีการจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหารสูงเกินไป สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงออกถึงความมีลับลมคมในในการเอาเปรียบผู้ถือหุ้น จงหนีให้ห่างงูพิษเหล่านี้ครับ

10. ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอย : แม้ผลประกอบการที่ดีในอดีตจะไม่สามารถการันตีได้ว่าผลประกอบการในอนาคตจะดีตามไปด้วย แต่ผลงานที่ดีเหล่านั้นของบริษัทก็พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าวิธีการในการสร้างผลงานที่ดีจะยังคงอยู่ในกลยุทธ์ของบริษัทเสมอ ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆในอดีต ย่อมจะยังคงใช้จุดแข็งของตนเองในการมองหาธุรกิจใหม่ๆต่อไปในอนาคตด้วยเช่นกัน ดังนั้นจงมองหาธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และน่าจะประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องด้วยจุดแข็งที่สั่งสมจากความสำเร็จในอดีตนั้นๆ