Monday, May 30, 2011

สเป๊กหุ้นในฝัน :)

คำว่า "โสด" อาจเป็นคำที่แทงใจดำใครหลายๆคนที่ยังไม่มีคู่หรือคนที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ แต่สำหรับผมแล้วนั้น คำว่า "โสด" ก็เป็นคำธรรมดาๆคำหนึ่ง

ก็ถ้ายังไม่เจอคนที่ "ตรงสเป๊ก" แล้วจะรีบร้อนมีแฟนไปทำไม?

พอบทสนทนามาถึงตรงนี้ ร้อยทั้งร้อยต้องถามต่อว่า "แล้วสเป๊กของ -ึง มันเป็นยังไงล่ะ -ะ !?" 

060-investing-cartoon

ครับ สเป๊กของคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตสำหรับแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนอาจชอบพอที่รูปร่างหน้าตา, บุคลิก และการแต่งกาย ขาว, สวย, หมวย, อึ๋ม หรือหล่อ, ล่ำ, ดำ, ถึก ส่วนบางคนอาจสนใจเฉพาะลักษณะนิสัยใจคอว่าเข้ากับเราได้ไหม, รักเด็กหรือเปล่า, ชอบเลี้ยงหมามั๊ย ฯลฯ และมีไม่น้อยที่บอกว่าจะต้องพิจารณาทั้งสองส่วนไปพร้อมๆกัน

แต่ที่ไม่แตกต่างกันก็คือ เมื่อลงได้เลือกใครเข้ามาคบหาและตกลงแต่งงานเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ทุกคู่ก็ต้องอยากที่จะอยู่กับคู่ของตัวเองตลอดไป

การลงทุนในหุ้นที่เน้นรับเงินปันผลก็คงเช่นกัน 

ในบทความก่อนๆ เราได้เคยคุยกันถึงเรื่องกลยุทธ์การลงทุนและการเลือกหุ้นที่จะลงทุนไปพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการเลือกหุ้นที่เน้นเรื่องของตัวเลขเป็นหลัก เช่นการดูศักยภาพการทำกำไร, เป้าหมายการเติบโตของธุรกิจ, อัตราส่วน PE, PB, ROE, ROA ฯลฯ มาในวันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่อง "สเป๊ก" ของหุ้นในอีกแง่มุมหนึ่งที่อาจทำให้หลายๆคนฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า หุ้นแต่ละตัวที่มีอยู่ใน Portfolio ของเรานั้น เป็นหุ้นที่ตรงสเป๊กเราจริงๆหรือเปล่าหนอ โดยผมจะขอเอาตัวผมเองเป็นกรณีตัวอย่างไปเลยนะครับ

โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบธุรกิจการให้บริการอย่างพวกโรงแรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาไปพักที่โรงแรมหรือรีสอร์ทใดก็ตามที่มีการตกแต่งที่สวยงาม มีบริการที่ดีเลิศก็จะทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจและอยากจะกลับไปพักใหม่ ทำให้คิดเลยเถิดไปว่าถ้าเราได้เป็นเจ้าของโรงแรมดีๆสักแห่งหนึ่งที่สร้างความสุขให้แก่คนที่มาพักได้ก็คงจะดีไม่น้อย ดังนั้นผมจึงมีหุ้นโรงแรมอยู่พอร์ตเป็นจำนวนพอสมควรทีเดียว แม้จะมีหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าธุรกิจโรงแรมหรูเป็นธุรกิจที่จะต้องมีการลงทุนสูงตลอดเวลาเพื่อรักษาความดีเลิศของบริการเอาไว้ ซึ่งอาจทำให้ผลกำไรในระยะยาวไม่เติบโตเท่าที่ควร แต่ผมก็ไม่ค่อยได้สนใจ ยังคงถือหุ้นโรงแรมไว้เสมอ และเวลาที่ผมได้มีโอกาสไปใช้บริการโรงแรมที่ผมถือหุ้นอยู่ หรือเวลาได้รับบัตรเชิญไปงานแต่งงานที่จัดในโรงแรมที่ผมถือหุ้นอยู่ก็ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขอยู่ลึกๆอย่างบอกไม่ถูก 

ในกรณีหุ้นโรงแรมหรูก็คงคล้ายกับการมีแฟนหน้าตาดี แม้คนอื่นจะบอกว่าคนหน้าตาดีมักจะเจ้าชู้ แต่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร ตราบใดที่เรายังรักกัน อีกทั้งเวลามีใครมาชมว่าแฟนเราสวยหรือหล่อ เราก็มักจะภูมิใจอยู่ลึกๆด้วยนั่นเอง :D

อีกตัวอย่างหนึ่งคือผมเป็นคนที่ค่อนข้างกลัวการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผมมีความรู้สึกส่วนตัวว่า แค่ทุกวันนี้ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ก็รู้สึกว่าผมไปเบียดเบียนสัตว์อื่นๆร่วมโลกมากพออยู่แล้ว ผมจึงไม่อยากที่ตอกย้ำเข้าไปอีกด้วยการถือหุ้นของบริษัทที่ชำแหละเนื้อสัตว์และค้ากำไรจากการขายเนื้อสัตว์ แม้จะรู้ตัวว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นสักเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยตัวผมก็รู้สึกสบายใจในระดับหนึ่งว่าตัวผมเองไม่ได้สนับสนุนให้มีการค้ากำไรจากการฆ่าและขายเนื้อสัตว์

เปรียบเทียบในกรณีนี้ก็คงเหมือนการที่เราอยากได้แฟนที่เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่ผมคงไม่เอามาลงในรายละเอียด ซึ่งถ้าจะพูดกันตรงๆเหตุผลทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นวิธีการเลือกหุ้นในแง่ของความพึงพอใจและความสบายใจส่วนตัวล้วนๆ อาจมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเลือกที่จะลงทุนในระยะยาวโดยเน้นการรับเงินปันผลเป็นหลักแล้วล่ะก็ เชื่อว่าทุกคนก็คงอยากที่จะถือหุ้นที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข ถือแล้วสบายใจ เพราะเราก็อยากจะอยู่กับหุ้นเหล่านั้นไปนานๆ เหมือนกับที่เราอยากจะอยู่กับแฟน, สามี หรือ ภรรยาของเราไปนานๆเช่นกัน จริงไหมครับ?

ว่าแล้วลองมองไปที่รายชื่อหุ้นที่ตัวเองถืออยู่สักหน่อย แล้วลองถามตัวเองว่า...

ตรงสเป๊กของเราหรือเปล่าเอ่ย? ;)

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Tuesday, May 3, 2011

การลงทุน กับ การทำธุรกิจ (2)

คราวที่แล้วเราได้คุยกันถึงลักษณะของการทำ "ธุรกิจส่วนตัว" ขนาดเล็กๆ ซึ่งนักธุรกิจมือใหม่ทั้งหลายจะต้องเตรียมรับมือกับความปวดหัวมากมายนานับประการเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่คาดหวัง ดังนั้นนักธุรกิจทั้งหลายจะต้องใช้แรงผลักดันและกำลังใจมหาศาลในการที่จะบริหารธุรกิจของตัวเองให้เริ่มต้น, อยู่รอด และ เติบโต ดังนั้นเราจึงได้ยินคำแนะนำในการทำธุรกิจว่าให้ทำธุรกิจที่ตัวเองรักอยู่แล้วเป็นสำคัญ เนื่องจากการทำในสิ่งที่รักจะทำให้กำลังใจในการทำธุรกิจไม่เหือดแห้งไปง่ายๆในระยะเวลาอันสั้น 

หากใครก็ตามต้องการทำธุรกิจเพียงเพื่อต้องการให้ได้เงินเท่านั้นล่ะก็.... ในระยะยาวรอดยากครับ

อ่านมาถึงตรงนี้ ใครก็ตามที่เริ่มฉุกคิดได้ว่าตัวเองไม่ได้มี Passion หรือแรงปรารถนาที่จะืำทำธุรกิจมากขนาดนั้น ก็จะเริ่มมีคำถามแล้วว่า "แล้วเราจะทำอะไรดี?" 

ครั้งนี้ผมก็เลยอยากจะพูดถึงการลงทุนในทรัพย์สินที่มีลักษณะคล้ายการทำธุรกิจ นั่นก็คือการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทมหาชนต่างๆนั่นเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การลงทุนในหุ้นสามัญมีลักษณะเหมือนการที่เราลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว อยู่ที่ทัศนคติของตัวผู้ลงทุนที่จะต้องมองสิ่งที่เรียกว่า "หุ้น" เป็นส่วนประกอบของธุรกิจ ดังนั้นการครอบครองหุ้นคือการได้ครอบครองส่วนแบ่งของธุรกิจนั้นๆด้วย นี่คือขั้นแรกและเป็นขั้นที่สำคัญที่สุดในการที่จะบอกว่าเรากำลังจะ "เล่นหุ้น" หรือกำลังจะ "ทำธุรกิจผ่านการลงทุนในหุ้น" กันแน่

เมื่อเรามีทัศนคติไปในแนวทางการทำธุรกิจด้วยหุ้นแล้ว ขั้นต่อไปเราจึงสามารถเข้ามาวิเคราะห์เจาะลึกได้ว่า กลไกภายในหุ้นนั้นมีการทำงานเหมือนการที่เราทำธุรกิจเองอย่างไรบ้าง

กล่าวคือหลังจากที่เราได้ลงทุนซื้อหุ้นขึ้นมาแล้ว เราในฐานะผู้ถือหุ้นมีหน้าที่แต่งตั้งผู้บริหารที่จะเข้ามาทำงานบริหารธุรกิจของหุ้นนั้นๆแทนเรา ผู้บริหารเหล่านี้คือคนที่จะมา "ปวดหัว" กับเรื่องการบริหารธุรกิจต่างๆ คอยดูแลให้ธุรกิจของเราดำเนินและเติบโตไปได้อย่างราบรื่น โดยมีเงินเดือน, โบนัส ฯลฯ เป็นผลตอบแทน

พันธกิจตรงนี้ดูคล้ายกับการที่เราเปิดร้านขายของขึ้นมาร้านหนึ่งแล้วก็จ้างพนักงานมาเฝ้าร้าน คอยเก็บเงิน คอยเชียร์ขายสินค้า และดูแลสินค้าในร้านให้เรา

ตัดกลับมาที่หุ้น ผู้บริหารที่เราแต่งตั้งมีหน้าที่รายงานผลการดำเนินงานของธุรกิจให้เราในฐานะผู้ถือหุ้นทราบทุกๆไตรมาสและทุกๆปีผ่านการประชุมผู้ถือหุ้น เปรียบเทียบก็เหมือนกับการที่เราเปิดร้านขายสินค้า จ้างพนักงานขายประจำร้าน จากนั้นเราในฐานะเจ้าของก็ต้องแวะเวียนไปตรวจสอบร้าน, ดูสมุดบัญชี, ดูสต๊อกสินค้า และคอยสอดส่องดูว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นตรงส่วนไหนหรือไม่อย่างไรนั่นเอง

ต่อมาเมื่อธุรกิจของบริษัทมหาชนที่เราถือหุ้นอยู่นั้นมีกำไร ผู้บริหารก็มีหน้าที่ตัดสินใจว่าจะเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อ หรือจะปันผลกำไรออกมาให้ผู้ถือหุ้นในสัดส่วนที่เหมาะสม ถ้าผู้บริหารตัดสินใจจ่ายเงินปันผลออกมา เงินปันผลเหล่านั้นก็จะเป็นผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น จะเป็นรายปี, ราย 6 เดือน หรือรายไตรมาส อันนี้ก็แล้วแต่นโยบายของหุ้นแต่ละตัว

เปรียบเทียบก็เหมือนการที่เราทำธุรกิจส่วนตัวแ้ล้วมีกำไร เราก็ต้องมีการจัดสรรผลกำไรเหล่านั้นว่าจะเอาไปลงทุนขยายร้าน, ซื้อสินค้ามาขายเพิ่ม หรือขยายสาขาออกไป หรืิอถ้าไม่ขยายก็เอาเงินกำไรนั้นไปใช้จ่ายตามอัธยาศัย

ขั้นตอนหลักๆที่ได้อธิบายไปแล้วนั้นต่างก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย ซึ่งเีราคงไม่ได้อธิบายถี่ยิบถึงขนาดนั้น ณ ที่นี้ แต่แค่ลักษณะที่ยกตัวอย่างมาให้ก็น่าจะพอทำให้เห็นภาพตามได้ว่า การลงทุนในหุ้น ดูๆไปก็มีรายละเอียดที่คล้ายคลึงกับการทำธุรกิจส่วนตัวอยู่เบื้องหลังนั่นเอง 

หลายคนอาจโต้แย้งว่า สิ่งที่ผมพูดเป็นเพียงการหลอกตัวเองไปวันๆ และวาดฝันไปเสียสวยหรูว่าเราเป็นหนึ่งในเจ้าของบริษัทใหญ่โตเป็นพันล้าน หมื่นล้าน ทั้งๆที่เราอาจจะมีหุ้นแค่ 100 หุ้นเองก็ได้ เวลามีความคิดเห็นอะไรก็ไม่มีประโยชน์ที่จะแสดงความเห็น เพราะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายยิบย่อย ยากที่จะมีใครมาสนใจฟัง อีกอย่างผู้บริหารที่เราคิดว่าเป็นลูกน้องของเรา ส่วนใหญ่ก็รวยกว่าบรรดาผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างเราๆตั้งไม่รู้กี่เท่า อย่าฝันหวานไปหน่อยเลยว่าลงทุนในหุ้นแล้วจะได้รับการยกย่องเป็นเจ้าของบริษัทและได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ

อันที่จริงก็ถูกของเขานะครับ..... :(

และนี่ก็คือข้อเสียสำคัญของการลงทุนในหุ้นเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว เพราะการทำธุรกิจส่วนตัว แม้มันจะเล็ก แต่พนักงานทุกๆคนก็เชื่อฟังเราคนเดียว เราเป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเต็มที่ ได้จับต้องผลกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย จะเอากำไรไปทำอะไรก็ตามใจชอบ แถมพนักงานทุกคนก็ต้องเกรงใจเราในฐานะที่เราเป็นเจ้าของ มันช่างส่งเสริมความมั่นใจส่วนตัวได้อย่างดีทีเดียว

แต่ในระยะยาวแล้วผมก็ยังเชื่อว่าการทำธุรกิจโดยใช้การลงทุนในหุ้นเป็นเครื่องมือ มีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าอยู่นั่นเอง วันนี้เราอาจมีแค่ 100 หุ้น แต่อีก 10 ปีข้างหน้านั้นไม่มีใครรู้ เราอาจจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทขนาดร้อยล้านพันล้านที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้ ในขณะที่ในโลกทุนนิยมอันโหดร้ายและแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในปัจจุบัน ธุรกิจร้านขายของเล็กๆที่เราเริ่มต้นไว้ในวันนี้ คงมีโอกาสไม่มากที่จะเติบโตเป็นธุรกิจระดับร้อยล้านพันล้านได้ในอนาคต

ทั้งหมดที่ว่ามานี้คือความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ

ขอให้คนที่อ่านบทความ 2 ตอนนี้ ลองพิจารณาด้วยตัวเองว่า คิดที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวอย่างจริงจังด้วยวิธีไหน 1 หรือ 2 หรือจะเป็นวิธีอื่นๆนอกเหนือจากนี้ที่ผมไม่ได้พูดถึง

เพราะลงท้ายผมก็เชื่อว่ามันไม่มีสิ่งใดที่ถูกต้อง 100% แต่อยู่ที่ว่าหนทางนั้นจะ "เหมาะ" กับเราหรือไม่มากกว่าครับ