คำว่า "โสด" อาจเป็นคำที่แทงใจดำใครหลายๆคนที่ยังไม่มีคู่หรือคนที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ แต่สำหรับผมแล้วนั้น คำว่า "โสด" ก็เป็นคำธรรมดาๆคำหนึ่ง
ก็ถ้ายังไม่เจอคนที่ "ตรงสเป๊ก" แล้วจะรีบร้อนมีแฟนไปทำไม?
พอบทสนทนามาถึงตรงนี้ ร้อยทั้งร้อยต้องถามต่อว่า "แล้วสเป๊กของ -ึง มันเป็นยังไงล่ะ -ะ !?"
ครับ สเป๊กของคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตสำหรับแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนอาจชอบพอที่รูปร่างหน้าตา, บุคลิก และการแต่งกาย ขาว, สวย, หมวย, อึ๋ม หรือหล่อ, ล่ำ, ดำ, ถึก ส่วนบางคนอาจสนใจเฉพาะลักษณะนิสัยใจคอว่าเข้ากับเราได้ไหม, รักเด็กหรือเปล่า, ชอบเลี้ยงหมามั๊ย ฯลฯ และมีไม่น้อยที่บอกว่าจะต้องพิจารณาทั้งสองส่วนไปพร้อมๆกัน
แต่ที่ไม่แตกต่างกันก็คือ เมื่อลงได้เลือกใครเข้ามาคบหาและตกลงแต่งงานเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ทุกคู่ก็ต้องอยากที่จะอยู่กับคู่ของตัวเองตลอดไป
การลงทุนในหุ้นที่เน้นรับเงินปันผลก็คงเช่นกัน
ในบทความก่อนๆ เราได้เคยคุยกันถึงเรื่องกลยุทธ์การลงทุนและการเลือกหุ้นที่จะลงทุนไปพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการเลือกหุ้นที่เน้นเรื่องของตัวเลขเป็นหลัก เช่นการดูศักยภาพการทำกำไร, เป้าหมายการเติบโตของธุรกิจ, อัตราส่วน PE, PB, ROE, ROA ฯลฯ มาในวันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่อง "สเป๊ก" ของหุ้นในอีกแง่มุมหนึ่งที่อาจทำให้หลายๆคนฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า หุ้นแต่ละตัวที่มีอยู่ใน Portfolio ของเรานั้น เป็นหุ้นที่ตรงสเป๊กเราจริงๆหรือเปล่าหนอ โดยผมจะขอเอาตัวผมเองเป็นกรณีตัวอย่างไปเลยนะครับ
โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบธุรกิจการให้บริการอย่างพวกโรงแรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาไปพักที่โรงแรมหรือรีสอร์ทใดก็ตามที่มีการตกแต่งที่สวยงาม มีบริการที่ดีเลิศก็จะทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจและอยากจะกลับไปพักใหม่ ทำให้คิดเลยเถิดไปว่าถ้าเราได้เป็นเจ้าของโรงแรมดีๆสักแห่งหนึ่งที่สร้างความสุขให้แก่คนที่มาพักได้ก็คงจะดีไม่น้อย ดังนั้นผมจึงมีหุ้นโรงแรมอยู่พอร์ตเป็นจำนวนพอสมควรทีเดียว แม้จะมีหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าธุรกิจโรงแรมหรูเป็นธุรกิจที่จะต้องมีการลงทุนสูงตลอดเวลาเพื่อรักษาความดีเลิศของบริการเอาไว้ ซึ่งอาจทำให้ผลกำไรในระยะยาวไม่เติบโตเท่าที่ควร แต่ผมก็ไม่ค่อยได้สนใจ ยังคงถือหุ้นโรงแรมไว้เสมอ และเวลาที่ผมได้มีโอกาสไปใช้บริการโรงแรมที่ผมถือหุ้นอยู่ หรือเวลาได้รับบัตรเชิญไปงานแต่งงานที่จัดในโรงแรมที่ผมถือหุ้นอยู่ก็ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขอยู่ลึกๆอย่างบอกไม่ถูก
ในกรณีหุ้นโรงแรมหรูก็คงคล้ายกับการมีแฟนหน้าตาดี แม้คนอื่นจะบอกว่าคนหน้าตาดีมักจะเจ้าชู้ แต่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร ตราบใดที่เรายังรักกัน อีกทั้งเวลามีใครมาชมว่าแฟนเราสวยหรือหล่อ เราก็มักจะภูมิใจอยู่ลึกๆด้วยนั่นเอง :D
อีกตัวอย่างหนึ่งคือผมเป็นคนที่ค่อนข้างกลัวการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผมมีความรู้สึกส่วนตัวว่า แค่ทุกวันนี้ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ก็รู้สึกว่าผมไปเบียดเบียนสัตว์อื่นๆร่วมโลกมากพออยู่แล้ว ผมจึงไม่อยากที่ตอกย้ำเข้าไปอีกด้วยการถือหุ้นของบริษัทที่ชำแหละเนื้อสัตว์และค้ากำไรจากการขายเนื้อสัตว์ แม้จะรู้ตัวว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นสักเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยตัวผมก็รู้สึกสบายใจในระดับหนึ่งว่าตัวผมเองไม่ได้สนับสนุนให้มีการค้ากำไรจากการฆ่าและขายเนื้อสัตว์
เปรียบเทียบในกรณีนี้ก็คงเหมือนการที่เราอยากได้แฟนที่เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม และไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่ผมคงไม่เอามาลงในรายละเอียด ซึ่งถ้าจะพูดกันตรงๆเหตุผลทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นวิธีการเลือกหุ้นในแง่ของความพึงพอใจและความสบายใจส่วนตัวล้วนๆ อาจมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเลือกที่จะลงทุนในระยะยาวโดยเน้นการรับเงินปันผลเป็นหลักแล้วล่ะก็ เชื่อว่าทุกคนก็คงอยากที่จะถือหุ้นที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข ถือแล้วสบายใจ เพราะเราก็อยากจะอยู่กับหุ้นเหล่านั้นไปนานๆ เหมือนกับที่เราอยากจะอยู่กับแฟน, สามี หรือ ภรรยาของเราไปนานๆเช่นกัน จริงไหมครับ?
ว่าแล้วลองมองไปที่รายชื่อหุ้นที่ตัวเองถืออยู่สักหน่อย แล้วลองถามตัวเองว่า...
ตรงสเป๊กของเราหรือเปล่าเอ่ย? ;)
Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend