Saturday, April 30, 2011

การลงทุน กับ การทำธุรกิจ (1)

บทความครั้งนี้เราจะมาพูดถึงการเปรียบเทียบการลงทุนในหุ้นด้วยรูปแบบที่ีมีการรับเงินปันผลเป็นประจำ กับการเริ่มต้นก่อตั้งธุรกิจด้วยตัวเอง แบบไหนมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และแบบไหนที่จะเหมาะสมกับการสร้างมั่งคั่งของเรากันแน่ ซึ่งบทสรุปจะเป็นอย่า่งไร ก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้อ่านแต่ละคนที่จะตัดสินใจกันเอาเองนะครับ

ก่อนอื่น หากใครที่เพิ่งรู้จักกับ Thaidividend ผมอยากรบกวนสักเล็กน้อยให้ย้อนกลับไปอ่านบทความ 3 บทความที่พูดถึงเรื่อง Passive Income ตาม Link ดังนี้ครับ

http://thaidividend.com/passive-income

http://thaidividend.com/passive-income-2

http://thaidividend.com/passive-income-3

 

จะเห็นได้ว่าผมได้ให้ความเห็นถึงรายได้ที่เกิดจากการที่เราลงมือลงแรงทำงานแลกกับค่าจ้าง หรือเงินเดือน ว่าเป็นรายได้ที่แท้จริงแล้วไม่ได้ยั่งยืน เพราะถ้าคุณหยุดทำ, ลาออก, โดนไล่ออก, พิการทำงานไม่ได้ หรือ เสียชีวิต รายได้ส่วนนี้ก็จะหายไปแทบจะทันที พนักงานที่ทำงานกินเงินเดือนที่เห็นถึงข้อด้อยจุดนี้ของรายได้ของเขา ก็จะพยายามมองหารายได้เสริมจากทางด้านอื่นๆที่จะมาช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต

แนวความคิดยอดฮิตของพนักงานบริษัทเท่าที่ผมได้ประสบพบเจอมาก็คือความคิดที่ว่า จะไปเปิดธุรกิจส่วนตัวเล็กๆขึ้นมาสักธุรกิจหนึ่ง แม้จะเล็กและรายได้อาจจะน้อยกว่าที่ตัวเองรับเงินเดือนอยู่ แต่อย่างน้อยก็สบายใจที่ได้เป็นนายของตัวเอง ได้ทุ่มเททำงานเพื่อตัวเองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากใคร

วิธีการก็คือ พนักงานประจำมีความตั้งใจที่จะพยายามสร้างธุรกิจในขณะที่ตัวเองยังทำงานอยู่ และเมื่อธุรกิจเริ่มที่จะไปรอดและต้องการการเอาใจใส่มากขึ้น เขาก็จะตัดสินใจลาออกจากงานประจำไปคุมงานในธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มตัว

ครับ แผนการณ์ดังกล่าว ฟังดูแล้วก็เป็นแผนการณ์ที่ดี และมีเหตุมีผล แต่ความเสี่ยงหนึ่งที่พนักงานบริษัทโดยทั่วไปอาจลืมที่จะนึกถึงก็คือ ธุรกิจที่เขากำลังจะออกไปทำ อาจจะกลายเป็นกรงขังอันใหม่ของเขาด้วยก็เป็นได้....

ยกตัวอย่างเช่น หากตัดสินใจก่อตั้งธุรกิจซื้อมาขายไปขึ้นมาร้านหนึ่ง ซึ่งโดยปกติธุรกิจแบบนี้จะเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ขา่ยไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าเอง ดังนั้นราคาขายจะต้องอ้างอิงกับราคาตลาดโดยทั่วไป ผู้ขายจะมีหน้าที่ค้ากำไรจากส่วนต่างที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ธุรกิจนี้มีข้อดีก็คือ สามารถเริ่มต้นได้ง่ายกว่าธุรกิจประเภทอื่นค่อนข้างมาก

กิจวัตรประจำวันของผู้ที่ทำธุรกิจแบบนี้ส่วนใหญ่ก็คือการตื่นเช้าขึ้นมาเปิดร้าน, ปัดกวาดเช็ดถูร้าน, จากนั้นจึงนั่งเฝ้าหน้าร้าน หรือคิดแผนการตลาดที่จะเรียกลูกค้า เมื่อมีลูกค้าเข้าร้านจึงเริ่มขายสินค้า หากวันใดไม่มีลูกค้าหรือลูกค้าน้อย เจ้าของก็ไม่สามารถไปไหนได้อยู่ดีเพราะว่าร้านยังเปิดอยู่ ขืนหนีหายไปสินค้าภายในร้านอาจถูกขโมย และหากปิดร้านก็กลัวจะสูญเสียรายได้ นั่นเพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าวันที่เราปิดร้านอาจเป็นวันที่มีลูกค้าตั้งใจจะมาซื้อของเป็นจำนวนมากก็เป็นได้

บางคนอาจนึกโต้แย้งในใจว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ว่าจ้างพนักงานมาทำแทนเสียสิ จะได้ไม่ต้องนั่งเฝ้าเอง" นั่นก็ถูกครับ แต่อย่าลืมว่า นี่เรากำลังพูดถึงการเริ่มต้นธุรกิจของคนที่เป็นพนักงานบริษัทกินเงินเดือนธรรมดา ที่ไม่ได้มีทุนรอนเป็นถุงเป็นถังมากมาย ค่าใช้จ่ายอะไรที่ควรประหยัดได้ก็ควรที่จะประหยัดไว้ก่อน อีกอย่างหนึ่งการว่าจ้างพนักงานนั้นก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นั่นก็คือเราจะต้องมีระบบจัดการพนักงานที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการทุจริตของพนักงาน และนั่นก็หมายถึงงานที่มากขึ้นของผู้เป็นเจ้าของอยู่ดี

ลงท้ายถ้าคุณทำธุรกิจที่จำเป็นต้องมีตัวคุณเองทำงานอยู่กับธุรกิจตลอดเวลา ย่อมไม่ต่างอะไรกับการที่คุณทำงานกินเงินเดือน นั่นก็คือ เมื่อไหร่ที่คุณหยุดทำ, เลิกทำ (ลาออก, ไล่ตัวเองออก), พิการทำงานไม่ได้ หรือเสียชีวิต รายได้ก็จะหายไป และธุรกิจของคุณก็อาจต้องปิดตัวลงหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข

จะเห็นได้ว่าการทำธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่ง่ายดายแบบที่หลายคนอาจวาดฝันไว้ และการจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ มียอดขายหลายล้านบาท มีพนักงานใต้บังคับบัญชาเป็นสิบเป็นร้อยคน ธุรกิจจะต้องมีแผนการณ์เติบโตที่ชัดเจน มีผู้นำที่กล้าลุยกับความไม่แน่นอนทางธุรกิจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวทีเดียว

ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้ตั้งใจที่จะสกัดดาวรุ่ง หรือจะบอกว่าการทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่อย่างใด ในทางกลับกัน การลงทุนทำธุรกิจเป็นสิ่งที่สร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุดในบรรดาการลงทุนทั้งหมด ถ้าคุณมีคุณสมบัติของความเป็นนักธุรกิจมากเพียงพอ กล้าที่จะลงทุนเพื่อขยายธุรกิจด้วยความมั่นใจเต็มที่ และมีความทุ่มเทไม่ย่อท้อต่อความรับผิดชอบที่จะต้องเพิ่มขึ้น ปัญหาปวดหัวที่จะมากขึ้น เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น พูดอีกอย่างว่าถ้าคุณมี Passion หรือความหลงใหลในการทำธุรกิจอย่างแท้จริง คุณก็จะประสบความสำเร็จ

แต่ถ้าใครไม่มั่นใจว่าตัวเองต้องการจะแลกชีวิตกับ Passion ในการบริหารธุรกิจของตัวเองเช่นนั้นหรือไม่ คราวหน้าเราจะมาพูดถึงมุึมมองของการลงทุน ที่มีความคล้ายคลึงกับการทำธุรกิจ และข้อดีข้อเสียของมัน เผื่อว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าของใครหลายๆคนก็เป็นได้ครับ

 

Tuesday, April 26, 2011

Entertainment : I don't need no doctor (3 versions)

ไม่ได้พูดถึงเรื่องเพลงซะน้านนาน เอาเป็นว่าระหว่างที่ผมกำลังเขียนบทความใหม่ๆมารับใช้ผู้อ่านทุกท่าน ก็ไปลองฟังเพลงที่ผมนำมาฝากกันวันนี้ดูนะครับ

เพลงนี้ชื่อว่า "I don't need no doctor" จะว่าไปแล้วเพลงนี้อาจจะไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไหร่นัก แต่ก็ถือเป็นเพลงที่ดีเพลงหนึ่งที่มีการนำมาปรับแต่งใหม่โดยศิลปินหลายต่อหลายรายแตกเป็นอีกหลายเวอร์ชั่นเลยทีเดียว

แรกเริ่มเดิมทีเพลงนี้ร้องครั้งแรกโดยศิลปิน Jazz ตาบอดผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Ray Charles โดยแต่งออกมาเป็นแนว Soul ที่พร้อมให้คุณปรบมือเข้ากับจังหวะสนุกๆของเพลงไปด้วย หลังจากนั้นก็มีคนเอาไปร้องใหม่อยู่เรื่อยๆแต่ที่จะดูฉีกแปลกแหวกแนวมากที่สุดเห็นจะไม่พ้นวง Humble Pie ที่เอามาแหกปากร้องเป็นเพลง Rock อย่างเมามันในช่วง 70's และเวอร์ชั่นที่ผมชอบต่อมาก็คือ เวอร์ชั่นของ John Mayer ที่เอามาปรับให้ให้มีกลิ่น Funky มากขึ้นกับท่อนริฟฟ์เก๋ๆ และโซโล่ที่ชวนตะลึง

ผมเอามาให้ฟังทั้ง 3 เวอร์ชั่นเลย ลองฟังกันดูและลองตัดสินกันนะครับว่าส่วนตัวของแต่ละคนชอบเวอร์ชั่นไหน นั่นอาจจะบ่งบอกถึงแนวเพลงที่ตัวเองชอบได้ชัดเจนขึ้นอีกด้วย

Enjoy!

 

 

Sunday, April 10, 2011

หุ้นในตม

หากจะพูดถึงของการลงทุนแบบ Value Investment ที่กลายมาเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับใครก็ตามที่คิดจะลงทุนด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักแล้วล่ะก็ คงจะหลีกหนีไม่พ้นที่จะพูดถึงบิดาของทฤษฎีการลงทุนนี้ นั่นก็คือ เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) 

ตามทฤษฎีของเกรแฮม เขาได้พูดถึงหุ้นประเภทหนึ่งที่เรียกว่า "หุ้น Net-Net" ซึ่งเกรแฮมจัดให้หุ้นประเภทนี้เป็นหุ้นที่มีราคาถูกแสนถูก โดยวิธีการหาหุ้น Net-Net สามารถทำได้ด้วยการอ่านงบดุลของบริษัท แล้วนำเอา สินทรัพย์หมุนเวียน ลบด้วย หนี้สิน ทั้งหมดที่บริษัทมี หากพบว่าตัวเลขที่เหลืออยู่นั้นยังมากกว่ามูลค่าตลาดของหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นในปัจจุบัน นั่นแปลว่าคุณได้พบเจอหุ้น Net-Net เข้าให้แล้ว

กวาดตามองในตลาดหุ้นไทย ผมก็ได้ไปพบกับหุ้นตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติของหุ้น Net-Net แบบเกรแฮมเข้าให้พอดี 

หุ้นตัวที่ว่านี้มีมูลค่าตลาด ณ วันที่ 8 เมษายน 2554 อยู่ที่ประมาณ 570 ล้านบาท (หมายความว่าที่ราคาหุ้นปัจจุบัน นักลงทุนสามารถซื้อบริษัทนี้ได้ทั้งบริษัทด้วยเงิน ราว 570 ล้านบาท) เมื่อเราเปิดเข้าไปดูงบดุลของบริษัท ก็พบว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนมูลค่าประมาณ 770 ล้านบาท และมีหนี้สินทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 44 ล้านบาทเท่านั้น

770 ล้าน ลบด้วย 44 ล้าน จะเหลือตัวเลขอยู่ที่ 726 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าตลาดที่ 570 ล้านบาทอยู่ถึง 39.62% เลยทีเดียว

อธิบายความถูกของหุ้น Net-Net ตัวนี้ได้ว่า หุ้นตัวนี้มีหนี้สินน้อยมาก และหนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นหนี้สินทางการค้าที่ไม่มีภาระดอกเบี้ยเลย สินทรัพย์หมุนเวียนของบริษัทก็มีมูลค่าสูงมากและอยู่ในรูปเงินสดก็ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว นี่ยังไม่นับรวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เช่น ที่ดิน อาคาร และเครื่องจักรต่างๆของบริษัทซึ่งมีอยู่อีกพอสมควรด้วย

สำหรับผม นี่คือหุ้นในตมชัดๆ

แต่ผมก็ยังลังเลที่จะลงทุนในหุ้นตัวนี้่ นั่นเพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าการลงทุนซื้อหุ้น โดยส่วนใหญ่แล้วเราควรจะคำนึงถึง "ธุรกิจ" ที่หุ้นตัวนั้นๆมีอยู่ ซึ่งหุ้นตัวนี้ทำธุรกิจที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง มีคู่แข่งในตลาดมากมาย และดูเหมือนว่าธุรกิจอาจไม่มีอนาคตที่สดใสนัก

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว หากเราตัดสินใจซื้อหุ้นตัวนี้ นั่นเท่ากับเรากำลังคาดหวังว่าซักวันหนึ่งจะมีคนมาเห็นความถูกแบบไม่น่าเป็นไปได้ของมันเหมือนกับเรา และมาช่วยเราซื้อจนหุ้นตัวนี้มีราคาตลาดรวมสูงขึ้นกว่า 726 ล้านบาท หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องรอให้เจ้าของเบื่อแล้วจับ Tender Offer ออกจากตลาดไปแบบชิวๆ มากกว่าที่จะคาดหวังว่าธุรกิจของบริษัทจะเติบโตก้าวกระโดดในอนาคต

คำถามคือ แล้วเมื่อไหร่ที่คนส่วนใหญ่ในตลาดจะมาเห็นค่าของมัน? แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่เจ้าของจะเอามันออกไปจากตลาด และจะซื้อที่ราคาไหน?

คงจะเป็นคำถามเหล่านี้นี่แหละที่น่าจะทำให้หุ้นตัวนี้เป็น "หุ้นในตม" ไปอีกซักพัก

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend