Friday, September 30, 2011

ใครๆก็ "ดอย" ได้

มีคนเคยถามผมว่า "เล่นหุ้นแล้วติดดอยจะทำอย่างไรดี?"

ผมก็ตอบเขาไปว่า "ติดดอยแล้วกลางคืนนอนหลับมั๊ย? ถ้ายังหลับสบายดีก็ปล่อยไป แต่ถ้าไม่...ก็ขายซะเถอะ"

เขาถามต่อว่า "แล้วแกไม่เคยติดดอยเลยรึไง?"

"ติดสิวะ บ่อยด้วย แต่ก็ยังนอนหลับสบาย ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนัก เลยยังไม่ได้ขาย ก็เท่านั้นเอง"

.....

ครับ ใครๆก็ติดดอยได้ทั้งนั้น ปัญหาสำคัญจริงๆแล้วอยู่ที่ว่า "ติดดอยแล้วทำอย่างไร?"

ถ้าคุณอยู่ในอาการ "ติดดอย" ในฐานะนักเก็งกำไร คุณคือคนที่ขายตัดขาดทุนไม่ทัน จนราคาหุ้นลดลงมากถึงจุดที่คุณทำใจไม่ได้ที่จะขายทิ้งที่ราคาปัจจุบัน

แต่ถ้าคุณติดดอยในฐานะที่เป็นนักลงทุนระยะยาว คุณคิอคนที่ซื้อหุ้นในสภาวะที่ตลาด Sideway หรือกระทิง พอเจอหมีตะปบปุ๊บ หุ้นจึงร่วง และด้วยความที่เป็นนักลงทุนระยะยาว คุณจึง "ติดดอย" ไปโดยปริยาย

ในที่นี้ผมจะพูดถึงหลักในการที่จะเอาตัวรอดจากภาวะ "ติดดอย" ซึ่งน่าจะมีดังต่อไปนี้ครับ

1. ต้องมีรายได้ในทางอื่นนอกเหนือจากการซื้อขายหุ้น : รายได้ในทางอื่นก็มีมากมายหลายแบบ เช่น เงินเดือนประจำ, รายได้จากธุรกิจที่ทำอยู่แล้ว, ค่าเช่าที่เก็บได้ หรือแม้แต่เงินปันผลหรือดอกเบี้ยของปีที่ผ่านมาซึ่งยังใช้ไม่หมด ฯลฯ การมีรายได้จากทางอื่นจะทำให้นักลงทุนไม่รู้สึกเครียดจนเกินไปเมื่อหุ้นตก

2. ต้องทำการตรวจสอบหุ้นที่เราลงทุนอยู่อย่างละเอียดอีกครั้ง : หุ้นที่เราลงทุนอยู่นั้นทำธุรกิจมีกำไรหรือไม่, กำไรจะยังดีอยู่หรือไม่ใน 1-2 ปีข้างหน้า และขณะนี้จ่ายเงินปันผลเท่าไหร่ และจะจ่ายเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นหรือไม่ในปีหน้า ถ้าคำตอบมีแต่ใช่กับใช่ ผมเชื่อว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปกังวลกับการติดดอยให้มากนัก

3. เก็บหอมรอมริบ นำเงินมาลงทุนเพิ่ม : อันนี้จะทำได้ต้องผ่าน ข้อ2 เสียก่อน นั่นคือเรามั่นใจว่ากำไรและเงินปันผลของหุ้นที่เรามีอยู่จะไม่ลดลงในปีนี้และปีหน้า ซ้ำยังอาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย ถ้าเป็นแบบนี้แปลว่าตลาดหลักทรัพย์กำลังทำโปรโมชั่นลดราคาของดีมีคุณภาพ นักลงทุนก็ควรหาเงินมาลงทุนเพิ่ม

4. รู้จักฝึกสติ ทำสมาธิ และทำจิตใจให้สบาย : อันนี้ใช้ธรรมะเข้าช่วย และไม่ได้แนะนำให้ฝึกฝนเฉพาะช่วงที่ติดดอยเท่านั้นนะครับ แต่ให้ทำทุกเมื่อที่รู้สึกตัวไม่ว่าตลาดจะขึ้นจะลง การมีสติจะช่วยให้เราคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและไม่หวั่นไหวไปกับข่าวทั้งดีและร้ายที่มากระทบการลงทุนครับ

ทั้ง 4 ข้อน่าจะเป็นข้อควรปฏิบัติของนักลงทุนที่ประสบปัญหา "ติดดอย" ได้เป็นอย่างดี อย่าลืมว่าตลาดหุ้นเมื่อมีขึ้นย่อมต้องมีลง และเมื่อมีลงก็ย่อมต้องมีขึ้นเป็นธรรมดา ขอเพียงแค่เราถือหุ้นที่ทำธุรกิจแล้วมีกำไร และจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เท่านี้นักลงทุนก็สามารถเอาตัวรอดจากอาการ "ติดดอย" ได้

แต่ว่าจะได้ผลตอบแทนมากหรือน้อย อันนี้ผมคงตอบไม่ได้นะครับ

ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

Thursday, September 22, 2011

หุ้นจะขึ้นหรือลง(อย่างยั่งยืน)ได้อย่างไร?

ช่วงปี 2554 เป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างมาก เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตกลงไปต่ำกว่า 1,000 จุดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นดีดฟื้นกลับมาวิ่งเล่นแถวเกือบ 1,100 จุดช่วงกลางปี และในขณะที่ผมเขียนบทความนี้อยู่นั้น ดัชนีปรับตัวลดลงไปปริ่มๆจะถึง 1,000 จุดอีกครั้งแล้ว 

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่มีการขึ้นลงตลอดเวลานั้น สร้างความรู้สึกให้แก่นักลงทุนแต่ละประเภทแตกต่างกันไป กลุ่มที่เป็นนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นอาจมีความเห็นว่าตลาดปีนี้เล่นยากเหลือเกิน เดาลำบาก ไม่รู้จะเก็งทางไหนดี ส่วนกลุ่มที่เน้น Fund Flow คืออาศัยการเข้าออกของเงินทุนเป็นสำคัญก็ต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจมหภาคอย่างใกล้ชิด ทั้งวิกฤติหนี้ในยุโรป และปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเรื้อรังที่อเมริกา ส่วนกลุ่มที่เน้นการวิเคราะห์ธุรกิจแบบ Bottom Up คือเน้นวิเคราะห์เป็นรายบริษัทไปนั้น อาจไม่ได้สนใจภาวะตลาดโดยรวมเท่าไหร่ โดยสนใจเพียงประสิทธิภาพการทำกำไรและสุขภาพของบริษัทที่เราลงทุนเป็นสำคัญก็พอ

เมื่อการวิเคราะห์ต่างกัน การขึ้นๆลงๆของราคาหุ้นของแต่ละคนก็ย่อมมีเหตุผลที่ต่างกัน แต่แบบไหนที่มี "ความยั่งยืน" มากกว่ากัน?

(คำว่ายั่งยืนในที่นี้ มีความหมายว่าเป็นการขึ้นหรือลงของราคาหุ้นที่มีแนวโน้มค่อนข้างถาวร)

การขึ้นลงของราคาหุ้นในมุมมองของนักเก็งกำไรจะมีเรื่องของฝีมือของ "จ้าว" หรือ "เจ้ามือ" เป็นสำคัญ เช่นถ้าหากหุ้นขึ้น นักเก็งกำไรอาจบอกว่าวันนี้เจ้ากำลังไล่ราคา และเมื่อหุ้นลงก็จะระบุว่าหุ้นถูกเจ้า "ทุบ" ดังนั้นในความเห็นของผม การขึ้นลงของราคาหุ้นแบบนี้ไม่มีความยั่งยืนเลย เพราะไปผูกติดอยู่กับความประสงค์ของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เป็น "เจ้ามือ" เท่านั้น การลงทุนโดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นด้วยเหตุผลเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย หรือถ้าหากมองด้วยสายตาของนักลงทุนที่เน้นการเข้าออกของ Fund Flow หรือ "ฝรั่ง" ก็จะมองว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงได้เมื่อมีการโยกย้ายเงินทุนไปมาในแต่ละตลาดเป็นสำคัญ การเข้าไปเล่นรอบแบบนี้อาจมีเหตุผลรองรับมากกว่าแบบเก็งกำไรล้วนๆ แต่นั่นก็ยังไม่ถือว่าเป็นการขึ้นลงของราคาหุ้นที่มีความยั่งยืนเพียงพอ เนื่องจากเราต้องไปกะเกณฑ์ว่าเมื่อไหร่เงินฝรั่งจะเข้าและเมื่อไหร่จะออก เป็นเช่นนี้อยู่ร่ำไป

การขึ้นลงของราคาหุ้นที่ผมเชื่อว่ามีความยั่งยืนมากกว่าก็คือการขึ้นลงที่มาจากเหตุผลภายในของตัวธุรกิจแต่ละธุรกิจเอง เช่นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของกำไร หรือการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของเงินปันผล เป็นต้น เพราะการวิเคราะห์การขึ้นลงของหุ้นด้วยเหตุผลแบบนี้ อย่างน้อยที่สุดเราจะพอรู้ว่า "ก้นเหว" ของมันอยู่ที่ไหน เช่น ที่ราคาหุ้น 10 บาท หุ้น A มีการจ่ายเงินปันผลที่ 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield = 6% หากหุ้น A โดนเจ้ามือทุบ, ฝรั่งเทขาย จนเหลือหุ้นละ 5 บาท คิดเป็น Dividend Yield = 12% ซึ่งถือว่ามากพอที่จะดึงดูดนักลงทุนระยะยาวที่เน้นเงินปันผล อาจรวมถึงกองทุนรวมต่างๆให้เข้ามาลงทุนที่ราคานี้ ดังนั้นเราน่าจะพออนุมานได้ว่าต่อให้ตลาดเลวร้ายอย่างไร หุ้น A ก็ไม่น่าตกเกินกว่า 5 บาทอันเป็นจุดที่ความไม่มีเหตุผลของ Dividend Yield เพิ่มมากเกินไป 

ข้อแม้สำคัญของความยั่งยืนแบบนี้คือตัวธุรกิจของหุ้นนั้นต้องมีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนด้วย เพื่อให้ตาข่ายรองรับราคาหุ้นอย่างเช่นเงินปันผลมีความแน่นอน และยิ่งหากมันมีอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เหมือนเป็นการปรับระดับตาข่ายรองรับราคาหุ้นเหล่านี้ให้สูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร หุ้นเหล่านี้ก็จะยังอยู่รอดปลอดภัย และราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างยั่งยืนครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend