Wednesday, January 26, 2011

ทำไมคุณปู่บั๊ฟเฝ็ตต์ถึงไม่ลงทุนในทองคำ

ถ้าพูดถึงวอร์เร็น บั๊ฟเฝ็ตต์ นักลงทุนทุกคนคงรู้จักเขาดีในฐานะ "พ่อมดแห่งโอมาฮ่า" ผู้สร้างความร่ำรวยมั่งคั่งด้วยหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ที่เลือกลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม แต่มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง จนกลายเป็นบุรุษที่ร่ำรวยติดอันดับต้นๆของโลกมาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าด้วยชื่อเสียงระบือลือลั่น ทำให้ไม่ว่าบั๊ฟเฝตต์จะพูดอะไร หากว่ามันเกี่ยวกับการลงทุนด้วยแล้วล่ะก็ ทุกคนมักตั้งใจฟังเสมอ

หนึ่งในความคิดของบั๊ฟเฝ็ตต์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดอันหนึ่ง เห็นจะเป็นความคิดเห็นของเขาต่อการลงทุนใน "ทองคำ"

วอร์เร็น บั๊ฟเฝ็ตต์ ไม่ลงทุนในทองคำ และไม่แนะนำให้ใครลงทุนในทองคำด้วย

ทำไม?

วอร์เร็น บั๊ฟเฝ็ตต์ให้เหตุผลว่าทองคำเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เขาหล่นคำพูดนี้ในปี 1998 เมื่อครั้งปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดว่า

"ทองคำถูกขุดขึ้นมาจากแถบๆทวีปแอฟริกา รวมถึงที่อื่นๆทั่วโลก จากนั้นพวกเราก็ละลายทองคำเหล่านั้น แล้วก็หาที่ขุดใหม่ กลบหลุมเก่า แล้วก็ขุดหลุมใหม่อีก แล้วก็จ้างยามมาเฝ้าหลุมพวกนั้น การกระทำเหล่านี้ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย ถ้ามนุษย์ดาวอังคารมีอยู่จริง พวกเขาคงมองเราด้วยความแปลกใจแล้วเกาหัวแกรกๆอยู่บนนั้นเป็นแน่"

บั๊ฟเฝ็ตต์ย้ำเรื่องนี้อีกครั้งในปี 2009 เมื่อไปออกรายการทางช่อง CNBC โดยในครั้งนั้นพิธีกรสอบถามว่าบั๊ฟเฝตต์มีความคิดเห็นอย่างไรกับราคาทองคำในอีก 5 ปีข้างหน้า และการลงทุนในทองคำควรถือเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าด้วยหรือไม่?

"ผมไม่มีความเห็นใดๆทั้งสิ้นเกี่ยวกับราคาทองคำในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างเดียวที่ผมจะบอกได้ก็คือ ผมจะไม่ไปลงทุนอะไรทั้งสิ้นกับทองคำ ประเด็นก็คือในช่วงเวลานั้น บริษัทอย่างโคคา-โคล่าจะยังคงทำเงินอยู่ ธนาคารอย่างเวลฟาร์โก้ก็เช่นกัน... ผมชอบห่านที่ออกไข่อยู่เรื่อยๆมากกว่าห่านที่เอาแต่นั่งเฉยๆแล้วคอยแต่จะกินเงินค่าดูแลรักษา, ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกเป็นไหนๆ"

บั๊ฟเฝ็ตต์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Fortune เมื่อไม่กี่เดือนก่อนในประเด็นเดียวกันนี้ว่า "ถ้าคุณเป็นเจ้าของทองคำทั้งหมดที่เคยมีการขุดขึ้นมา คุณจะมีทองคำที่ใหญ่ประมาณ 67 ลูกบาศก์ฟุต และด้วยราคาทองคำในปัจจุบัน ทองคำจำนวนดังกล่าวจะสามารถซื้อพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา แล้วยังเหลือเงินไปซื้อบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Exxon Mobil ได้ถึง 10 บริษัท แถมยังเหลือเงินอยู่อีก 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯอีกด้วย คุณจะเลือกซื้อสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด หรือว่าจะเก็บโลหะสีเหลืองขนาดใหญ่ไว้แทน และสิ่งไหนจะสร้างมูลค่าได้มากกว่ากันในอนาคต?"

ข้อด้อยหลักๆของทองคำที่ทำให้วอร์เร็น บั๊ฟเฝ็ตต์ไม่ลงทุนด้วยก็คือ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาทองคำนั้นแพงมาก และทองคำก็เป็นโลหะที่แทบไม่มีประโยชน์อะไรอย่างอื่นเลย แถมไม่ได้สร้างรายได้อะไรเพิ่มเติมอีกด้วย

แต่สำหรับใครก็ตามที่อยากจะแย้งบั๊ฟเฝ็ตต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คงต้องมองถึงการลงทุนในทองคำในแนวทางอื่นๆที่ไม่ใช่การซื้อทองคำมาเก็บไว้โดยตรง เช่นการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ หรือ ตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับราคาทองคำ เพราะทำให้เราไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการเก็บรักษาทองคำจริงๆ

ในปี 1998 ที่บั๊ฟเฝ็ตต์เริ่มพูดถึงทองคำในแง่ลบต่อสาธารณชน ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 300 เหรียญสหรัฐฯต่อ 1 ออนซ์ เทียบกับราคาในปัจจุบันประมาณ 1,200 เหรียญต่อ 1 ออนซ์ คิดเป็นผลตอบแทน 400% ในระยะเวลาประมาณ 12 ปี ในขณะที่หุ้นของบั๊ฟเฝตต์ (Berkshire Hathaway) ให้ผลตอบแทนในระยะเวลาเดียวกันที่ 140% เท่านั้น

ผลแพ้ชนะแตกต่างกันไป ในระยะเวลาที่สั้นกว่านั้น ปี 2009 ที่บั๊ฟเฝตต์ให้สัมภาษณ์ CNBC จนถึงปัจจุบัน ทองคำให้ผลตอบแทน 53% ส่วนหุ้น Berkshire ให้ผลตอบแทน 63% และถ้าเทียบกับเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่นิตยสาร Fortune ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของบั๊ฟเฝ็ตต์ จนถึงปัจจุบัน ทองคำให้ผลตอบแทนที่ 6% ส่วนหุ้น Berkshire ติดลบลงไปเล็กน้อย

อนาคตของราคาทองคำจะเป็นอย่างไรคงไม่มีใครกล้ายืนยัน

แต่ที่แน่ๆก็คือ

ปู่บั๊ฟเขาไม่เล่นทองนะครับ

(บทความนี้แปลจาก "What's Buffett got against gold?")

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Tuesday, January 18, 2011

20 เคล็ดลับการลงทุน (ตอนที่ 4/4)

16. ระวังจุดสูงสุดเอาไว้ให้ดี : ข้อนี้เกี่ยวกับเรื่องของฟองสบู่ทางเศรษฐกิจต่างๆซึ่งมีมานานแล้ว และคาดว่าจะยังคงมีอยู่ต่อไปเรื่อยๆเป็นระยะในระบบทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นฟองสบู่จากการค้าดอกทิวลิปในช่วงคริสตศตวรรษที่ 17 หรือหุ้นในกลุ่ม IT และ internet ในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้น ลักษณะที่เหมือนกันของแต่ละช่วงฟองสบู่ก็คือการที่นักลงทุนมองการลงทุนในสิ่งใดสิ่งหนึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นการลงทุนที่ "ไม่มีวันแพ้" ดังนั้นเมื่อเราเห็นสภาพการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเราก็ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในสิ่งนั้นให้ไกล อย่าได้เข้าไปยุ่งกับกระแสน้ำที่กำลังเชี่ยวกรากให้เจ็บตัวโดยเด็ดขาด อีกลักษณะที่จะทำให้เราพอคาดการณ์จุดสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์ได้บ้างก็คือการพบเห็นผู้คนกลุ่มใหญ่ที่ไม่ได้มีความรู้หรือพื้นฐานทางธุรกิจและการลงทุนเริ่มนำเงินของตัวเองเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ตัวอย่างเช่น พนักงานเปิดประตูโรงแรมเริ่มนำเงินที่ได้จากทิปไปลงทุนในหุ้น หรือคนขับแท็กซี่เริ่มพูดกับคุณเรื่องเล่นหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าฟองสบู่ของเศรษฐกิจกำลังมาถึงจุดที่อันตรายเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้

17. เน้นไปที่คุณภาพเสมอ : หากนักลงทุนเน้นไปที่เรื่องของคุณภาพของบริษัทเป็นสำคัญ หุ้นของนักลงทุนก็จะเป็นหุ้นของธุรกิจที่มีความได้เปรียบที่ยั่งยืนที่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว จงมีความอดทนเพียงพอและมองไปที่คุณภาพของบริษัทเสมอแม้ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนก็ตาม การมุ่งเน้นไปที่ราคาหุ้นมากกว่าคุณภาพของบริษัทไม่ต่างอะไรกับการเล่นเกมส์การพนัน

18. อย่าซื้อในราคาที่แพงเกินไป : จำนวนเงินที่คุณนำมาลงทุนคือข้อแตกต่างสำคัญระหว่างบริษัทที่สุดยอดกับการลงทุนที่สุดยอด การค้นพบบริษัทที่ยอดเยี่ยม เป็นเพียงส่วนเดียวของการลงทุนที่ดี ลำดับต่อมาก็คือการศึกษาว่าเราควรซื้อที่ราคาเท่าไหร่ และนักลงทุนต้องรู้จักอดทนรอคอยที่จะซื้อที่ราคานั้นหรือต่ำกว่านั้น การลงทุนในหุ้นและธุรกิจที่ยอดเยี่ยมในช่วงที่ราคาของหุ้นมีโปรโมชั่นลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์จะทำให้นักลงทุนประสบความสำเร็จทางการลงทุนได้อย่างแน่นอน

19. มี "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" อยู่เสมอ : อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าการลงทุนในหุ้นคือการคาดการณ์อนาคตของบริษัทที่เราลงทุนว่าจะสามารถสร้างรายได้และมีกำไรเพิ่มขึ้นได้มากน้อยแค่ไหนในอนาคต แต่เราก็รู้ๆกันอยู่ว่าอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อาจมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นและทำให้การคาดการณ์ของเราผิดพลาดได้เสมอ ดังนั้นเราจึงควรลงทุนแบบมี "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" เป็นเกราะป้องกันเอาไว้ด้วย การทำตามเคล็ดลับข้อที่ 18 อย่างเคร่งครัดจะทำให้การลงทุนของคุณมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี

20. มีสติและอิสระทางความคิด : นักลงทุนที่ดีควรมีความเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง และไม่ถูกฝูงชนคนหมู่มากชักจูงความคิดของตนไปได้โดยง่าย ในเรื่องของการลงทุนนั้น ผู้ที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ผู้ที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวรู้ตนว่าตัวเองกำลังทำอะไร และไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งรบกวนที่เข้ามากระทบ ถ้าหากนักลงทุนมีสติในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังเสียสติไปตามแรงซื้อแรงขายของตลาดหุ้น ความสำเร็จของนักลงทุนก็จะอยู่แค่เอื้อมครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับกับทั้ง 20 เคล็ดลับการลงทุนจากทาง Morningstar ที่เราได้เอามาฝากกันตลอดเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา หวังว่าจะสามารถสร้างแนวทางการลงทุนให้แก่นักลงทุนทั้งมือใหม่และมือเก่าได้เป็นอย่างดีนะครับ แม้จะอาจจะไม่ได้ใช้ทุกข้อ แต่ก็ต้องมีบางข้อที่โดนใจบ้างแหละ จริงมั๊ยครับ :)

ผมปิดท้ายด้วยเพลงไปเลยนะครับ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ฝากเพลงเอาไว้นานแล้ว

เพลงจังหวะเบาๆเพลงนี้เป็นของ Ray LaMontange ชื่อศิลปินอาจไม่ได้คุ้นหูเลยแม้แต่น้อย นั่นเพราะศิลปินคนนี้เขาไม่ดังน่ะแหละครับ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่เพลงของเขาเพลงนี้ติดหูผมได้ไวมาก ด้วยเสียงเครื่องเป่าที่ใส่มาแบบเต็มที่ กลิ่นอาย Funk นิดๆ บวกกับ Soul จากเสียงประสานด้านหลัง กับเสียงร้องที่มีเอกลักษณ์ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวดีจริงๆ

เพลงความหมายดีแบบนี้ เอาไปแชร์ต่อๆกันไปให้กับคนที่คุณรักได้ด้วยนะครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Thursday, January 13, 2011

20 เคล็ดลับการลงทุน (ตอนที่ 3/4)

11. เตรียมพร้อมตลอดเวลา : ธุรกิจที่ไม่ดีมักจะเสื่อมลงเร็วกว่าที่คุณคิด ดังนั้นเราต้องเตรียมตัวปรับการลงทุนโดยทันทีที่รู้ว่าการวิเคราะห์ธุรกิจของเราผิดพลาด แม้ว่าหุ้นของบริษัทนั้นจะมีราคาถูกมากก็ตาม เช่นเดียวกับในทางกลับกัน นักลงทุนในตลาดจะตอบสนองต่อธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีทิศทางที่ดีในอนาคตอย่างรวดเร็วเช่นกัน จงระลึกไว้เสมอว่าให้ลงทุนโดยมีส่วนเผื่อของความปลอดภัยที่กว้างมากๆสำหรับธุรกิจที่กำลังมีปัญหา แต่ก็อย่ากลัวที่จะลงทุนในหุ้นที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยที่น้อยหน่อย แต่มีธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

12. เรื่องเซอร์ไพรซ์มักเกิดขึ้นได้เสมอ : ธุรกิจที่ดีมักมีเรื่องเซอร์ไพรซ์ในทางที่ดีอยู่เรื่อยๆ เช่นเดียวกับธุรกิจที่ไม่ดีก็มักมีเรื่องร้ายๆเข้ามากระทบอยู่เรื่อยๆเช่นกัน ควรระมัดระวังตัวโดยใช้หลัก "ทฤษฎีแมลงสาบ" กล่าวคือ เมื่อคุณเห็นแมลงสาบ 1 ตัวโผล่ออกมา อาจมีอีกหลายๆตัวแอบซ่อนอยู่รอบๆก็เป็นได้ ดังนั้นความประมาทด้วยการคิดง่ายๆว่า "เรื่องร้ายๆคงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว" จะเป็นหนทางไปสู่หายนะได้เสมอ

13. อย่าดื้อแพ่ง : มีเส้นกั้นบางๆที่คั่นระหว่าง "ความอดทน" กับ "ความดื้อแพ่ง" กล่าวคือความอดทนในการลงทุนมักจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนโฟกัสไปยังคุณภาพของบริษัทมากกว่าราคาหุ้น และปล่อยให้กระบวนการเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าหากการวิเคราะห์ธุรกิจของเราถูกต้อง และเราลงทุนในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า แม้ราคาหุ้นจะตกลงในระยะสั้น แต่ในระยะยาว หากเราอดทนได้เพียงพอ กำไรที่เติบโตของบริษัทจะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน หากเราลงทุนแล้วมองข้ามความผิดปกติของบริษัท, ผลการดำเนินงานที่สาละวันเตี้ยลง และความผิดปกติบางอย่างของงบการเงิน การถือหุ้นนั้นยาวๆอาจเปลี่ยนจากการรู้จักอดทนเป็นความดื้อแพ่งไปได้ เพราะฉะนั้นนักลงทุนควรถามตัวเองอยู่เสมอว่า "บริษัทที่เราลงทุนอยู่นี่มีมูลค่าเท่าไหร่ ณ ปัจจุบัน และถ้าเรายังไม่ได้ลงทุนในบริษัทนี้เลย เราจะลงทุนที่ราคานี้หรือไม่?" คำถามแบบนี้จะช่วยให้คุณรู้จักอดทนในเวลาที่ควรจะอดทน และรู้จักเลิกดื้อแพ่งในเวลาที่ควรเลิก

14. ใช้สัญชาตญาณให้เป็นประโยชน์ : ในแวดวงการลงทุนนั้น มีสูตรการคำนวณหามูลค่าและราคาที่เหมาะสมของหุ้นอยู่หลากหลายรูปแบบ การเลือกใช้สูตรการคำนวณต่างๆตามความเหมาะสมและความถนัดของแต่ละคนถือเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเชื่อสูตรต่างๆเหล่านั้น 100% เพราะการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องของการมองไปในอนาคตของธุรกิจ ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเรื่องของศิลปะและความชำนาญส่วนบุคคลด้วย เราจึงควรใช้สูตรคำนวณบวกกับสัญชาตญาณในการวิเคราะห์ของเราให้เป็นประโยชน์จะดีกว่า

15. รู้ให้ชัดว่าใครเป็นมิตร และใครเป็นศัตรู : การพยายามเสาะหาข้อมูลเชิงลึกของบริษัทเป็นเรื่องที่สมควรทำ ตัวอย่างของข้อมูลเชิงลึกดังกล่าวเช่น ผู้บริหารของบริษัทมีหุ้นอยู่หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน และกำลังซื้อเพิ่มหรือกำลังขายออกอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ หรือ มีกองทุนรวมใดบ้างที่ลงทุนกับบริษัทแห่งนี้ และผู้จัดการกองทุนเหล่านั้นมีประวัติการทำงานเป็นเช่นไร เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้เป็นแหล่งอ้างอิงที่ดีได้ว่าคุณกำลังจะลงทุนร่วมกับคนที่เป็นมิตรหรือคนที่เป็นศัตรูกับคุณกันแน่ ทั้งนี้เพื่อจะได้หาทางหนีทีไล่ได้ถูกนั่นเองครับ

ตอนต่อไปจะเป็นตอนสุดท้ายของ 20 เคล็ดลับการลงทุนโดยสถาบันวิเคราะห์หลักทรัพย์ Morningstar โปรดติดตามตอนจบด้วยนะครับ

 

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend

Tuesday, January 4, 2011

20 เคล็ดลับการลงทุน (ตอนที่ 2/4)

6. ซื้อถูก ขายแพง : หลักการก็คือเมื่อหุ้นสูงปรับตัวสูงขึ้นทะลุฟ้าย่อมเป็นเวลาสำหรับการพิจารณาเพื่อขายหุ้น และเมื่อหุ้นปรับตัวลดลงราวกับว่ากำลังจะตกสู่ก้นเหว ย่อมเป็นเวลาสำหรับการพิจารณาซื้อหุ้นเพิ่ม อย่าหาความกลัวและความโลภมามีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของเรา และสิ่งที่จะต้องจำไว้ให้ดีก็คือประโยคที่ว่า "จงกลัวในขณะที่คนอื่นกล้า และจงกล้าในขณะที่คนอื่นกลัว" (วอร์เร็น บั๊ฟเฝ็ต)

7. อย่ายึดติดกับราคาหุ้น : นักลงทุนหลายต่อหลายคนที่ยึดติดอยู่กับราคาต้นทุนของหุ้นที่ตัวเองซื้อมา จนละเลยความจริงข้อหนึ่งที่ว่าราคาหุ้นจะวิ่งตามมูลค่าซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสเงินสดที่จะไหลเข้าสู่ธุรกิจเบื้องหลังหุ้นนั้นๆในอนาคต การยึดติดกับราคาหุ้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้เราไม่ได้มองถึงมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้น และอาจตัดสินใจซื้อหรือขายผิดพลาดอย่างร้ายแรงได้ ดังนั้นเราจึงพิจารณาและติดตามผลประกอบการของธุรกิจ อันเป็นตัวสร้างมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นจะดีกว่า

8. บริหารเก่งไม่สู้ธุรกิจดี : คุณสามารถเป็นนักขับรถฝีมือยอดเยี่ยม แต่ถ้ารถของคุณมีแรงม้าแค่ครึ่งเดียวของคู่แข่ง คุณก็แพ้เอาง่ายๆเหมือนกัน เช่นเดียวกันกับธุรกิจ แม้จะมีทีมบริหารที่มีฝีมือยอดเยี่ยม แต่กลุ่มคนเหล่านั้นอาจไม่สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้หากมาบริหารธุรกิจที่ไม่มีอนาคต นอกจากนั้น การบริหารเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ผู้บริหารบางคนอาจเปลี่ยนงาน หรือลาออก หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลันได้ทั้งนั้น แต่ธรรมชาติของธุรกิจนั้นๆเป็นสิ่งที่ค่อนข้างคงที่และใช้เวลานานในการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง เลือกลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจที่ดี มีอนาคต มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง แม้มีการบริหารงานที่ธรรมดาๆ ดีกว่าลงทุนในบริษัทที่มีทีมผู้บริหารชั้นยอดในธุรกิจที่ไม่มีความได้เปรียบอะไรเหนือคนอื่นเลย

9. ระวังงูพิษ : งูพิษในที่นี้หมายถึงผู้บริหารที่ไว้ใจไม่ได้ การบริหารงานที่ไม่มีธรรมาภิบาลเพียงพอจะทำให้การลงทุนประสบกับความล้มเหลวได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจงหลีกเลี่ยงบริษัทที่ไม่มีธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน เช่น บริษัทที่เอารัดเอาเปรียบลูกค้า หรือบริษัทที่มีการจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหารสูงเกินไป สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงออกถึงความมีลับลมคมในในการเอาเปรียบผู้ถือหุ้น จงหนีให้ห่างงูพิษเหล่านี้ครับ

10. ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอย : แม้ผลประกอบการที่ดีในอดีตจะไม่สามารถการันตีได้ว่าผลประกอบการในอนาคตจะดีตามไปด้วย แต่ผลงานที่ดีเหล่านั้นของบริษัทก็พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าวิธีการในการสร้างผลงานที่ดีจะยังคงอยู่ในกลยุทธ์ของบริษัทเสมอ ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆในอดีต ย่อมจะยังคงใช้จุดแข็งของตนเองในการมองหาธุรกิจใหม่ๆต่อไปในอนาคตด้วยเช่นกัน ดังนั้นจงมองหาธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และน่าจะประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องด้วยจุดแข็งที่สั่งสมจากความสำเร็จในอดีตนั้นๆ