ผมมีความเชื่อส่วนตัวอยู่อย่างหนึ่งว่าผมไม่สามารถคาดคะเนทิศทางของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ว่าวันนี้มันจะขึ้นหรือลงหรือว่าจะอยู่นิ่งๆ
ที่จริงก็มีบ้างที่ผมลองทายดูเล่นๆกับเพื่อนๆ ด้วยการคาดคะเนตามข้อมูลว่าวันนี้น่าจะขึ้นนะ หรือวันนี้ตลาดน่าจะลงนะ ซึ่งบางครั้งก็ถูก แต่ส่วนใหญ่มักจะผิดซะมากกว่า
หนำซ้ำ แม้บางครั้งผมมีความมั่นใจเหลือเกินว่าตลาดน่าจะขึ้น (หรือลง) แน่นอนในวันนี้ ซึ่งถ้ามั่นใจมากผมก็น่าจะลองลงทุนในตราสารอนุพันธ์จำพวกฟิวเจอร์สไปเลยสิ เอาแค่ว่ามั่นใจนักตลาดจะขึ้นก็ซื้อฟิวเจอร์สซัก 100 สัญญาแล้วเกิดหุ้นขึ้นจริงๆ ผมก็รวยไม่รู้เรื่องเลยนะครับ
แต่ต่อให้ผมมั่นใจขนาดไหน ผมก็ไม่กล้าทำแบบนั้นอยู่ดี ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
ข้อสรุปส่วนตัวที่ผมได้ก็คือ ตัวผมเองไม่เหมาะที่จะลงทุนด้วยการคาดการณ์ทิศทางของตลาดฯในระยะสั้นๆ
และโชคดีเหลือเกินที่ผมได้เริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนในแบบที่เป็นการลงทุนระยะยาวมาตั้งแต่ต้น ไล่มาตั้งแต่การลงทุนในกองทุนรวม มาจนรู้จักนักลงทุนที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็น Warren Buffett, Benjamin Graham, John Neff รวมถึงนักลงทุนชื่อดังของไทยทั้ง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร, คุณเทพ รุ่งธนาภิรมย์ ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนที่เอ่ยชื่อมาต่างก็มีความคิดเห็นไปในทิศทางที่เห็นด้วยกับการลงทุนระยะยาว มากกว่าการลงทุนตามการคาดการณ์ทิศทางตลาดฯในระยะสั้นๆ
ด้วยการอ่านหนังสือสะสมความรู้จากนักลงทุนชื่อดังต่างๆ ทำให้ผมเริ่มต้นการลงทุนในหุ้นด้วยการหาบริษัทที่ทำธุรกิจที่เป็นที่นิยมของคนทั่วไป พยายามเน้นความปลอดภัยเข้าไว้ก่อนด้วยการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อีกทั้งต้องมีราคาต่อกำไร (P/E) ที่ต่ำ, ราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (P/B) ที่ต่ำด้วย แล้วผมก็จะถามตัวเองด้วยประโยคง่ายๆว่า "บริษัทนี้จะเจ๊งภายใน 5 ปีนี้หรือไม่?" ถ้าคำตอบคือไม่ แถมบริษัทน่าจะขยายตัวได้อีก ผมก็จะลงทุนในหุ้นตัวนั้น
ผมเริ่มต้นด้วยเงินไม่มากนัก กำไรทางบัญชีที่ผมได้ในช่วงเริ่มต้นการลงทุนจึงคิดเป็นเม็ดเงินที่ค่อนข้างน้อย และด้วยความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว ผมจึงไม่ค่อยได้ขายหุ้น กลับพยายามหาเงินเข้ามาเพิ่มเติมการลงทุนเพื่อให้ Portfolio ของตัวเองเพิ่มขึ้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิด และความรู้ที่อ่อนด้อยในการเลือกหุ้นที่จะลงทุนทำให้เวลาผ่านไป 2 ปี มูลค่า Portfolio ของผมแทบไม่ขยับไปไหนเลย
ผมถามตัวเองว่าเลือกหุ้นผิดตัวหรือไม่? ซึ่งเมื่อมองไปในหุ้นแต่ละตัว ผมก็ยังคงเชื่อมั่นว่าหุ้นแต่ละตัวนั้นทำธุรกิจที่มั่นคง ทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ จึงยังคงมุ่งมั่นถือหุ้นต่อไป
จนมาถึงปีที่เกิดวิกฤติ ผมก็ใช้หลักของ Warren Buffett นั่นคือ "กล้าในขณะที่คนอื่นกลัว" เข้าลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นอีกค่อนข้างมาก
วิกฤติที่เกิดขึ้นทำให้ผมออกอาการฝ่อลงไปพอสมควร อารมณ์กลัววิกฤติทำให้ผมปรับใช้หลักการ "หุ้นห่านทองคำ" ของคุณเทพ รุ่งธนาภิรมย์ ด้วยการลดต้นทุนหุ้นที่อยู่ในมือออกไปเมื่อหุ้นปรับตัวสูงขึ้นมาในระดับที่น่าพอใจแล้ว ทำให้ผมมีเงินสดเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรองรับวิกฤติครั้งต่อไปที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกเล่าแก่เพื่อนๆพี่ๆนักลงทุนทั้งหลายว่า การค้นหาสไตล์การลงทุนที่เหมาะกับตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การอ่านแนวคิดของนักลงทุนที่มีชื่อเสียงทั้งหลายย่อมมีส่วนช่วยในการค้นหาสไตล์การลงทุนของตัวคุณเองได้ Warren Buffett ร่ำรวยขึ้นมาจากการลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็จริง แต่นั่นอาจจะแนวทางที่เหมาะสมกับบุคลิกการลงทุนของคุณก็เป็นได้ หรืออาจจะต้องมีแนวคิดของคนอื่นมาปรับมาแต่งเพิ่มเติมจากแนวคิดดั้งเดิม เพื่อทำให้ลงตัวกับแนวทางการลงทุนของตัวคุณเอง
ผมใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี นับตั้งแต่เริ่มลงทุนจนขยำแนวคิดรวมเป็นแนวทางการลงทุนของตัวเองอย่างเช่นปัจจุบันนี้
ขอให้ทุกๆท่านค้นพบสไตล์การลงทุนส่วนตัว (ที่คุณเลือกเอง) โดยเร็วนะครับ
No comments:
Post a Comment